เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 4 กรกฎาคม ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศ ไทย ในพระบรมราชูปภัมภ์ พร้อมด้วย นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(สพศท.) และ นายชัยรัตน์ แซ่โค้ว ตัวแทนสมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่..) พ.ศ.. เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือกฎหมายบัตรทอง โดยมี นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ โฆษกกรรมการร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ
ศ.นพ.สารเนตร์ กล่าวว่า แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ นับเป็นสมาคมทางวิชาชีพแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เห็นพ้องกันว่า ขอสนับสนุนการแก้ไขพ.ร.บ.บัตรทอง เนื่องจากแม้กฎหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่ใช้มานานกว่า 15 ปี จึงควรมีการปรับปรุง ซึ่งเสนอ 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ในเรื่องสัดส่วนกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น มองว่าจำเป็นต้องเพิ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเหมาะสม ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ 2.การจัดสรรเงินต้องให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด อย่างการพิจารณาหรือจัดโครงการพิเศษใดๆก็ตาม ต้องไม่กระทบกับงบเหมาจ่ายรายหัว 3.การจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวควรแยกเงินเดือนของบุคลากรออกจากกัน เพื่อให้ทราบว่าเงินที่จะใช้ในการบริการต่อประชาชนเป็นอย่างไรเท่าไหร่ เพียงพอหรือไม่ และ4.ต้องมีระบบในการตรวจสอบความโปร่งใสอย่างชัดเจน
“ประเด็นแยกเงินเดือนอย่างในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ก็มีการแยกอย่างชัดเจนระหว่างเงินเดือนบุคลากร และเงินที่จะใช้กับประชาชน ซึ่งเราก็ควรทำเช่นนั้น เพราะที่ผ่านมาก็เห็นชัดแล้วว่าโรงพยาบาลก็มีปัญหาทางการเงิน หากแยกชัดก็จะก่อให้เกิดผลดี ร่วมกับการบริหารจัดการในรพ.ก็ต้องมีประสิทธิภาพด้วย อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกฝ่ายมานั่งคุยกันในเรื่องที่เห็นต่าง ซึ่งส่วนตัวแล้วยังมองว่าไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นประเด็นเข้าใจไม่ตรงกันมากกว่า เราคนไทยเหมือนกันเชื่อว่าต่างก็ต้องการความสามัคคี ปรองดอง ไม่อยากให้เกิดภาพการประชุมถกเถียงที่เหมือนสงคราม ควรหันหน้าเข้าหากันเพื่อให้ประเทศพัฒนาไปดีกว่า” ศ.นพ.สารเนตร์ กล่าว

นพ.มรุต กล่าวว่า ทางคณะกรรมการจะข้อเสนอแนะดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาในคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ แต่เบื้องต้นจะมอบให้แก่รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการฯ ก่อน โดยการแสดงความคิดเห็นต่างๆ แม้จะผ่านช่วงประชาพิจารณาไปแล้วก็ยังสามารถรวบรวมเสนอต่อคณะกรรมการฯได้ โดยขณะนี้การดำเนินการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ เป็นไปตามกระบวนการ โดยมีความคืบหน้าไปแล้ว ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจะรวบรวมทั้งหมดเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ โดยจะมีการพิจารณานำผลการประเมินของสถาบันพระปกเกล้าฯ ซึ่งรับหน้าที่ประเมินผลกระทบต่างๆจากการปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ฯ เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการ สธ.ด้วยเช่นกัน
“ยังไม่ยืนยันว่าจะสามารถทำทันภายในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้หรือไม่ หากไม่ทันอาจต้องมีการกำหนดวันส่งมอบผลการประชาพิจารณ์อีก เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็จะไปสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ต่อไป” นพ.มรุต กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ยังคงมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อต่างๆถึงความไม่ชอบธรรมในการประชาพิจารณ์ ที่กำหนดเวลาน้อย และประเด็นอื่นๆ นพ.มรุต กล่าวว่า อย่างที่เคยชี้แจงว่า การประชาพิจารณ์มีทั้งออนไลน์ มีทั้งเวทีประชาพิจารณ์ หรือแม้แต่ออกตามสื่อก็มีการรวบรวมประเด็นทั้งหมด และการที่ระบุว่ามีการกำหนดเวลา 3 นาทีในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายนั้น เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก การแสดงความคิดเห็นจึงกำหนดเวลา แต่ไม่ใช่ว่าแค่นั้นยังเปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นรูปแบบหนังสือ การเขียนต่างๆ มีช่องทางหลายอย่างมาก

