เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รศ.ภญ.จงจิตร อังคทะวานิช ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรคเพื่อการดูแลโภชนาการพระสงฆ์ในระดับประเทศ แถลงข่าว “สงฆ์ไทยไกลโรค เข้าพรรษานี้ อย่าลืมตักบาตร ถาม(สุขภาพ)พระ” จากความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สช. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่า สิ่งที่ประชาชนควรคำนึงถึงในการใส่บาตรพระสงฆ์ คือ หลักโภชนาการของอาหาร ซึ่งจากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในปี 2560 พื้นที่กทม.และนครราชสีมา พบว่า พระสงฆ์ในกทม.ร้อยละ 48 มีภาวะอ้วนลงพุง และจากการสำรวจ จ.นครราชสีมา พบว่า พระสงฆ์ทั้งจังหวัดมีภาวะอ้วนลงพุงร้อยละ 45 และในเขตเมืองพบร้อยละ 65
“ภาวะอ้วนลงพุงนี้เป็นเหมือนระเบิดที่รอเวลาจะนำไปสู่โรคอื่น ซึ่งโรคที่พบว่าพระสงฆ์เป็นอันดับต้นๆ คือไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน โดยสาเหตุสำคัญมาจากอาหารใส่บาตรมีรสชาติหวาน มัน เค็ม และขาดโปรตีน นอกจากนี้ยังไม่มีการตรวจสุขภาพประจำปี อย่างไรก็ตามพบว่าพระสงฆ์ในเขตเมืองมีความเสี่ยงมากกว่านอกเมือง ซึ่งหลายหน่วยงานก็ได้ร่วมกันผลักดันเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยออกแบบชุดความรู้ “สงฆ์ไทย ไกลโรค” เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจถึงการสร้างเสริมสุขภาพของพระสงฆ์ โดยเน้นการทำอาหารและการออกกำลังกายสำหรับพระสงฆ์ เช่น การทำอาหารใส่บาตรของประชาชนนั้นคนไทยจะนิยมทำจากกะทิ ซึ่งจะไม่ให้ทำเลยก็ไม่ได้ ดังนั้นต้องมีการปรับสูตรคือ กะทิครึ่ง นมครึ่ง โดยสูตรดังกล่าวพบว่าแทบไม่เห็นความแตกต่างจากกะทิล้วนเลย เป็นต้นซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่ออกไปก็พบว่าได้ผลดี สุขภาพดีขึ้น” รศ.ภญ.จงจิตร กล่าว
พระราชวรมุนี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า พระสงฆ์เป็นประชากรคนหนึ่งของประเทศ เมื่อป่วยขึ้นมาก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล ดังนั้นเมื่อประชาชนใส่บาตรมาให้พระสงฆ์ต้องรับไว้ ไม่สามารถปฏิเสธได้ หากไม่รับจะทำให้ศรัทธาตกไป แต่สามารถพิจารณาว่าสิ่งใดควรฉันสิ่งใดไม่ควรฉัน ว่าอาหารมีประโยชน์หรือไม่ หรือมีอาการอาพาธหากฉันไปจะมีผลต่ออาการหรือไม่ ส่วนการออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพดีนั้นสามารถทำได้แต่ต้องคำนึงถึงกาลเทศะ สถานที่ที่ไม่ขัดต่อความรู้สึกของญาติโยมหรือไม่ให้เกิดข้อครหาต่างๆ เช่นการออกบิณฑบาต การกวาดลานวัด เป็นต้น ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายเช่นกัน
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าเรื่องสุขภาพของพระสงฆ์เป็นเรื่องสำคัญ ส่งผลให้มหาเถรสมาคมมีมติให้มีการพิจารณา เรื่องพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ โดยจะเพิ่มเข้าไปในธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ เพื่อเป็นเครื่องมือปฏิบัติต่อพระสงฆ์ ฆราวาสและหน่วยบริการสุขภาพอื่นๆ ทั้งนี้ สช.จะเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภายในเดือนสิงหาคม และกันยายนนี้

