‘สุรจิตต์’ หนุนโอนรถไฟฟ้าให้ รฟม. ‘สมชาย’ จี้เคลียร์ 6 พันล้าน หวั่นรัฐบาลบิดพลิ้ว ‘ท่านก็เห็น ลูกเล่นเยอะ’

4.11.26 | 15:18 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่4 (ครั้งที่ 4) ประจำปี 2569 โดยมี นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารเข้าร่วมการประชุม

ในตอนหนึ่ง ภายหลังนายชัชชาติรายงานต่อที่ประชุมถึงการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองของกรุงเทพมหานคร ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569


นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตลาดกระบัง กล่าว ขอบคุณผู้ว่าฯที่เอาเรื่องนี้เข้าสู่สภา ซึ่งอยากจะให้กทม.เร่งรัดในการดำเนินการโอนโครงการตามที่ท่านรองผู้ว่าฯวิษณุ (นายวิษณุ ทรัพย์สมพล) บอกว่าเป็น Single Owner หรือการมีหน่วยงานกำกับดูแลเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก

นายสุรจิตต์ กล่าวต่อว่า การโอนรถไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการ จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับร้านค้าและผู้ประกอบการบริเวณสถานีรถไฟฟ้า เนื่องจากจะมีประชาชนมาใช้บริการมากขึ้น หากสามารถกำหนดค่าโดยสารในราคาที่เป็นธรรม

Advertisement

“เพราะสุดท้ายการคมนาคมหลัก ๆ มันเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่ควรคิดกำไรและขาดทุนกับประชาชน” นายสุรจิตต์ กล่าว

นายสุรจิตต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สุดท้าย กทม.จะมีเงินเหลือมากขึ้น สามารถเอามาลอกท่อ ลอกคลอง ซึ่งปีงบประมาณ 2570 ที่ผ่านมาหลายเขต รวมถึงเขตของตน งบลอกท่อ ลอกคลองถูกตัดหมด ด้วยเหตุผลความจำเป็นซึ่งเข้าใจว่าต้องเอางบประมาณไปจ่ายหนี้รถไฟฟ้า 6 พันล้าน

“กทม. สามารถมีงบในการจัดสรรซื้อเรือผลักดันน้ำ ไม่ต้องไปขอยืมใคร ซื้อท่อพญานาคซิ่ง ซึ่งเป็นฮีโร่ในการกู้สถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา” นายสุรจิตต์ กล่าว

ด้านนายสมชาย เวสารัชตระกูล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตสายไหม กล่าวว่า มีความห่วงใยและมีความสงสัย เนื่องจากเรื่องนี้เป็นมติครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ซึ่งทางผู้ว่าฯ หรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานครยังอยู่ในช่วงการเลือกตั้งยังไม่ได้รับรองเข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องที่มติครม.สั่งการมาแล้ว จึงมีคำถามฝ่ายกฎหมายของสภาว่า จำเป็นต้องขอมติจากสภากรุงเทพมหานครหรือไม่ ซึ่งได้รับความเข้าใจว่า เพียงผู้ว่าฯ นำเสนอเรื่องต่อประธานสภาและชี้แจงให้สมาชิกได้รับทราบก็ถือว่าเพียงพอ โดยตนเห็นว่าผู้ว่าฯ ดำเนินการถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝากเป็นข้อคิดว่า เรื่องต่าง ๆ ที่ กทม. พิจารณาดำเนินการควรผ่านความเห็นชอบจากสภาด้วย แต่หากไม่จำเป็นต้องผ่านสภาและยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ก็ไม่มีปัญหา

“สิ่งที่ทางท่านผู้ว่าฯเองต้องรีบทำ โดยมีหน่วยงานที่ต้องมาพิจารณาทำ MOU ตกลงกับรัฐบาล จะต้องโอนภายในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม เพราะมกราคมเขาจะเริ่มเดินรถโดย รฟม. ซึ่งมันก็ดีเป็น Single Owner ที่กรุงเทพมหานครไม่ต้องมารับผิดชอบ เพราะด้วยนโยบายผู้ว่าที่จะ 20 บาทนั้นมาบริหารจัดการก็คงยาก ถ้าเราโอนให้ไปแล้วเราก็จะทำให้ท่านผู้ว่าฯหลุดพ้นในเรื่องของนโยบายที่ท่านได้เสนอไป” นายสมชาย กล่าว

นายสมชายกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าห่วงใยคือเรื่องบัญชีการเงิน ทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายที่ต้องส่งมอบให้ รฟม. ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการรับโอนบัญชีไป ขณะที่ กทม. ได้จ่ายเงินไปแล้ว รวมถึงงบประมาณปี 2570 ที่ต้องจ่ายเป็นค่าบริหารจัดการอีกประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งเขาบอกว่าจะมีการคืนเงินให้ภายใน 4 เดือน หลังจากรับโอนโครงการแล้ว

“จ่ายคืน หรือไม่คืนผมยังไม่ทราบ เพราะรัฐบาลเราก็ไม่เชื่อเพราะที่ผ่านมาแค่น้ำท่วม ท่านก็เห็นว่ายังเล่นลูกเล่นเยอะมาก ทำให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านเหนื่อยต้องไปนั่งขอร้องให้รัฐบาลจ่ายทั้งที่รัฐบาลเป็นคนประกาศเองว่าเงินเยียวยานั้นจะต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่พอถึงเวลาจ่ายก็จ่ายช้า จ่ายยาก ครั้งนี้เช่นเดียวกัน“ นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวต่อว่า เงินที่ กทม. ใช้เงินสะสมจ่ายไปแล้ว กับเงินที่บริหารเมื่อปี 2570 และปี 2571 เมื่อยังไม่ได้ส่งบัญชีการเงินไป ปี 2571 นี้เรายังต้องตั้งงบประมาณที่เพื่อนสมาชิกฯ (นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา)บอกว่า หากไม่ต้องจ่าย จะมีเงินมาบริหารจัดการเรื่องท่อ เรื่องถนน เรื่องระบบคลองต่าง ๆ เพื่อป้องกันน้ำท่วม ตรงนี้อีก 6,000 ล้าน กทม.ต้องจ่ายหรือไม่ คือคำถามที่ฝากถึงท่านผู้บริหารว่าจะดำเนินการอย่างไร

นายสมชายกล่าวว่า หากรัฐบาลยังไม่คืนเงินในปีงบประมาณ 2571 กทม. ก็ต้องตั้งงบประมาณรองรับต่อไปในปี 2572 และปีถัด ๆ ไป เพราะเป็น MOU ข้อตกลงในการบิดพลิ้วไม่จ่ายอาจต้องใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการเรียกร้องเงินคืน เพราะเป็นแค่ MOU ไม่ได้เป็น สัญญาที่จะต้องเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะฟ้องศาลได้เลย เป็นเรื่องที่ห่วงใย

“วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นประโยชน์ของพี่น้องคนกรุงเทพฯ ทั้งหมด ถ้าทำแล้วมันไม่ชัดเจน เดี๋ยวท่านผู้ว่าก็จะถูกตำหนิอีก เพราะอะไรที่ทำแล้วกระทบกับท่านผู้บริหาร ผมห่วงใย เพราะเราเดินมาด้วยกันและทำงานร่วมกัน แล้วทำงานและมีความสุข ประชาชนก็เชื่อถือ” นายสมชาย กล่าว