ชาวปราจีนไม่ทน! บุกทส. จี้ให้ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ ชี้เดือดร้อนหนัก ยันไม่ปฏิเสธอุตสาหกรรม แต่ต้องการอุตสาหกรรมที่สะอาด ขีดเส้นรอคำตอบภายในร 15 วัน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นางบุษบงก์ ชาวกัณหา ผู้แทนกลุ่มเครือข่ายรักปราจีนบุรีและผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางน้ำ ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรี นำทีมตัวแทนชาวบ้าน เข้า ร้องเรียนขอเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณาประกาศให้พื้นที่ลุ่มแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็นเขตควบคุมมลพิษตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ 2535 หรือพิจารณาใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสมในการแก้ไขวิกฤติมลพิษเชิงพื้นที่อย่างเร่งด่วน

นางบุษบงก์ กล่าวว่า พวกเราเป็นตัวแทนชาวบ้านกว่า 3 หมื่นคนในพื้นที่ 5 อำเภอของจ.ปราจีนบุรี ที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักกับปัญหามลพิษสะสมและปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมาต่อเนื่องกว่า 20 ปีแล้ว กระทั่งประสบปัญหาน้ำท่วมหนักจนมลพิษกระจายไปยังแม่น้ำปราจีนบุรี มีการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะสารอะลูมิเนียมที่มีค่าสูงเกินมาตรฐาน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค สัตว์น้ำ รวมทั้งกระชังปลาที่ต้องสูญเสียรายได้กว่า 70 ล้านบาท
“ชาวปราจีนบุรีไม่ได้ปฏิเสธอุตสาหกรรม แต่เราอยากได้อุตสาหกรรมที่สะอาด อยากให้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพราะการมีอุตสาหกรรมที่สะอาดก็ช่วยทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น แต่หากเป็นอุตสาหกรรมที่มีมลพิษ สุดท้ายประชาชนต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ ตามมา โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ฉะนั้นมันไม่มีความคุ้มค่าทางหลักเศรษฐศาสตร์” นางบุษบงก์ กล่าว

นางบุษบงก์ กล่าวว่าจากข้อเท็จจริงหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และเศรษฐกิจของประชาชน ชาวปราจีนบุรี จึงอยากขอเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) พิจารณาดำเนินมาตรการ โดยแบ่งเป็น 3 มาตรการ คือ
1.มาตรการเร่งด่วน โดยขอให้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์มลพิษในพื้นที่ โดยมีกระทรวงทรัพยากรฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานในการตรวจสอบแหล่งมลพิษอย่างเป็นระบบ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุข ช่วยเข้ามาประเมินผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
2.มาตรการระยะกลาง ขอให้มีการจัดทำการประเมินขีดความสามารถในการรองรับมลพิษพื้นที่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรองรับกิจกรรมอุตสาหกรรม ประเมินผลกระทบสะสมเชิงพื้นที่ รวมทั้งการทบทวนและยกระดับระบบการติดตามตรวจสอบรายงานอีไอเออย่างเป็นระบบด้วย เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่มลพิษก็กระจายไปหมด นอกจากนี้ต้องมีการจัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนด้วย
3.มาตรการระยะยาว อยากให้มีการพิจารณาประกาศพื้นที่ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขา ครอบคลุมอ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมโหสถ อ.เมือง และอ.บ้านสร้าง เป็นเขตควบคุมมลพิษตามมาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 หรือดำเนินมาตรการทางกฎหมายและนโยบายอื่นที่เหมาะสม

นางบุษบงก์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ภายหลังการประกาศพื้นที่ หรือการกำหนดมาตรการเฉพาะพื้นที่ ขอให้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษตามมาตรา 60 โดยกำหนดเป้าหมาย หน่วยงานรับผิดชอบ กรอบระยะเวลา และงบประมาณอย่างชัดเจน นอกจากนี้ควรมีกฎหมายบังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย และหลักความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตามข้อเรียกร้องทั้งหมดนี้ เครือข่ายฯ อยากได้คำตอบภายใน 15 วัน โดยจะมาทวงคำตอบอีกครั้ง
ด้านนายโอภาส ถาวร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทส. พร้อมด้วยนายธนัญชัย วรรณสุข รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เข้ามารับเรื่องดังกล่าวไว้ โดยนายโอภาส กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. และนางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดทส. ได้กำชับให้มารับเรื่องความเดือดร้อนของชาวบ้าน ซึ่งตนเห็นด้วยกับการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยจะนำเรื่องนี้เข้าประชุมทันทีในวันพรุ่งนี้ (5พฤศจิกายน) จากนั้นจะมีการพิจารณาส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอีกครั้ง




