หน้าแรก ในประเทศ พลพีร์ เผยมูล...

พลพีร์ เผยมูลนิธิ บุ๋ม ปนัดดา ไม่เคยส่งงบดุล ชี้โทษถึงขั้นยื่นศาลเพิกถอนได้

4.11.26 | 13:39 น.

พลพีร์ เผยมูลนิธิ บุ๋ม ปนัดดา ไม่เคยส่งงบดุล ชี้โทษถึงขั้นยื่นศาลเพิกถอนได้
วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังประชุมกำหนดมาตรการกำกับดูแลและตรวจสอบการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินบริจาคและความช่วยเหลือจากประชาชนถูกนำไปใช้ตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์

นายพลพีร์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเชิญกรมที่ดินเข้าร่วมประชุม เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน นำไปสู่การแก้ไขกฎกระทรวงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งมูลนิธิ การตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างโปร่งใส


ปัจจุบันกรมการปกครองมีระบบออนไลน์ให้มูลนิธิและสมาคม รายงานข้อมูลตามระเบียบ ทั้งรายงานการประชุม เงินบริจาค รายจ่าย และงบดุล โดยมอบหมายให้ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ศึกษาว่าระบบสามารถเปิดเผยข้อมูลถึงตัวผู้บริจาคได้หรือไม่ เช่น ใครบริจาคเงินเท่าใด เพื่อให้ผู้บริจาคตรวจสอบได้ว่าเงินของตนถูกนำไปใช้เพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์อย่างไร

นอกจากนี้ ยังหารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงอำนาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงและนายทะเบียน รวมถึงการตรวจสอบและบทลงโทษ เนื่องจากเห็นว่ากฎหมายที่ร่างขึ้นตั้งแต่ปี 2535 อาจมีบทลงโทษเบาเกินไปหรือไม่ เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงมอบหมายสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาการปรับปรุง หากเป็นกฎกระทรวงสามารถเสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาได้ แต่หากเป็นกฎหมายระดับ พ.ร.ฎ. พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. จะต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา

นายพลพีร์ ย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะแม้สมาคมหรือมูลนิธิ จะมีเจตนาช่วยเหลือประชาชน แต่หากเกิดข้อสงสัยหรือพบความไม่โปร่งใส ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบ

Advertisement

เมื่อถามว่า การตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินจะดำเนินการอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า การตรวจสอบเส้นทางการเงินเป็นหน้าที่ของ ปปง. ส่วนกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบได้ตามบัญชีที่มูลนิธิหรือสมาคม รายงานเข้ามา หากกรมการปกครองพบข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชี ก็สามารถเรียกให้มูลนิธิหรือสมาคมเข้ามาชี้แจงเพิ่มเติมได้

ขณะที่กรมที่ดินได้รายงานข้อมูลทรัพย์สินและการถือครองที่ดินของบุคคลที่กำลังเป็นข่าวว่า ครอบครองที่ดินอยู่ที่ใดและมีมูลค่าเท่าใด แต่กระทรวงไม่ได้ตรวจสอบถึงที่มาของเงินที่นำไปซื้อที่ดิน จึงเตรียมทำข้อหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ปปง. และหน่วยงานตรวจสอบอื่นๆ เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

เมื่อถามว่า กรมการปกครองเป็นผู้อนุญาตจัดตั้งมูลนิธิและตรวจสอบบัญชี หากพบกระทำผิดจริงจะมีบทลงโทษอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า หากไม่รายงานข้อมูลหรือพบการกระทำผิด สามารถดำเนินการเพิกถอนมูลนิธิได้ แต่ไม่สามารถเพิกถอนหรือยึดใบอนุญาตได้ทันที ต้องส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาก่อน ส่วนทรัพย์สินหลังปิดมูลนิธิจะตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่มีการระบุไว้ตั้งแต่เอกสารจดทะเบียนจัดตั้งว่าจะมอบให้หน่วยงานใด โดยกรณีของบุ๋ม ปนัดดา ระบุว่าจะมอบให้สภากาชาดไทย

ส่วนกระทรวงมหาดไทยจะปกป้องประชาชนจากการจัดตั้งมูลนิธิอย่างไร ในเมื่อไม่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด นายพลพีร์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายอนุพงศ์ ศึกษาระบบการรายงานบัญชีเพิ่มเติม เพราะประชาชนไม่ควรเห็นเพียงยอดรายรับรายจ่าย แต่ควรตรวจสอบได้ว่าใครโอนเงินมาจากบัญชีใด และเงินถูกนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง เพื่อให้กระทรวงและผู้บริจาคติดตามเงินได้ “ต้องพิจารณากฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิการเข้าถึงข้อมูลด้วย เนื่องจากผู้บริจาคบางรายอาจไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน จึงต้องศึกษาข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนกำหนดแนวทาง”

กระทรวงมหาดไทยจับตาเป็นพิเศษหรือไม่ กรณีผู้มีชื่อเสียงเปิดรับบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัว นายพลพีร์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องนี้เช่นกัน เพราะบางรายมีเจตนาช่วยเหลือประชาชนในช่วงภัยพิบัติหรือช่วยผู้ยากไร้ แต่หากยังไม่ได้จัดตั้งสมาคมหรือมูลนิธิ ก็ขอให้แสดงความโปร่งใส เปิดเผยยอดเงินบริจาค และแยกบัญชีเงินบริจาคออกจากเงินส่วนตัวให้ชัดเจน และขอให้ผู้ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนเข้ามาหารือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดตั้งองค์กรให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะได้มีหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยตรวจสอบได้ และหลังจากนี้อาจมีข้อกฎหมายหรือข้อบังคับเพิ่มเติมออกมากำกับ

“กระทรวงไม่สามารถห้ามบุคคลใช้บัญชีส่วนตัวรับเงิน หรือเข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายได้ เพราะยังไม่มีกฎหมายครอบคลุม หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถแจ้งกระทรวงมหาดไทยเพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ปปง. ซึ่งรับผิดชอบการตรวจสอบเส้นทางการเงิน”

เมื่อถามย้ำว่า มูลนิธิองค์กรทำดีของ บุ๋ม ปนัดดา ได้ส่งบัญชีรายรับรายจ่ายให้กรมการปกครองตรวจสอบหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิในปี 2565 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยส่งเอกสารใดๆ ให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรมการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นรายงานการประชุม รายรับรายจ่าย หรือ งบดุลประจำปี

“กระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือแจ้งไปยังมูลนิธิแล้ว แต่ยังไม่มีการส่งรายละเอียดกลับมา จึงกำหนดเส้นตายให้ส่งเอกสารภายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ หากไม่ส่ง กระทรวงจะดำเนินการเรื่องถึงศาล และใช้มาตรการทางกฎหมาย ซึ่งมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา”

ส่วนกระแสข่าวว่า กัน จอมพลัง ซื้อที่ดินให้บุ๋ม ปนัดดา นายพลพีร์ กล่าวว่า เบื้องต้นกรมที่ดินตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีที่ดินในชื่อของกัน จอมพลัง โอนให้บุ๋ม ปนัดดา ดังนั้นมูลนิธิและสมาคมทุกแห่ง ต้องส่งรายงานการประชุม รายงานรายรับรายจ่าย และงบดุลให้กรมการปกครอง โดยกรณีของบุ๋ม ปนัดดา ไม่เคยส่งมาแม้แต่ครั้งเดียว