เรื่องนี้เรื่องใหญ่! เฮียล้าน เสนอผู้ว่าฯ ตั้ง กมธ. ศึกษา ‘โอนสายสีเขียว-ทอง’ ให้ รฟม.กำกับ – ฝากผู้บริหารกทม. คิดต่อ ‘มาตรการรองรับ’ ป้องกันความเสี่ยง หากผิดแผน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลอดจนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานครสมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 4) ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เป็นประธานสภาฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนึ่งในวาระสำคัญของการประชุมในวันนี้คือ ญัตติที่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรายงานการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและโครงการรถไฟฟ้าสายสีทองของกรุงเทพมหานคร ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางสมากชิก ส.ก.ร่วมอภิปรายอย่างต่อเนื่อง
ในตอนหนึ่ง นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร หรือ เฮียล้าน สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจอมทอง ร่วมอภิปรายในญัตติดังกล่าว โดยกล่าวถึงมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่าน การกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม ในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานดังกล่าว โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีรถไฟฟ้าสายหลักเปิดให้บริการรวม 10 สาย มีประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล

นายสุทธิชัยกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าประมาณ 680,000 คนต่อวัน โดยสายที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในกรุงเทพฯ คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งส่วนเขียวอ่อนและเขียวเข้ม รวมถึงสายสีทอง จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง เนื่องจาก ครม. มีข้อสั่งการให้ กทม. เร่งรัดการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายและสายสีทอง ทั้งในส่วนของทรัพย์สินและหนี้สิน ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้อง
“เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ โครงการรถไฟฟ้าของเรามีการต่อสู้ มีการร้องเรียน และมีภาระดอกเบี้ย อย่างบางโครงการที่เราต้องจ่ายให้ช่วงแบริ่งตามที่สภากทม. ให้ความเห็นชอบไปแล้ว เสียเงินไปประมาณ 600 ล้านบาท ท่านเคยคิดไหมว่า เราจะปล่อยให้ผู้บริหาร กทม. พิจารณาอยู่ฝ่ายเดียวหรือ” นายสุทธิชัยกล่าว
นายสุทธิชัยกล่าวว่า เมื่อมีคณะกรรมการหลายชุดเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงควรพิจารณาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ผู้บริหาร กทม. ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว และป้องกันความเสี่ยงจากการพิจารณาที่ไม่รอบคอบหรือไม่ละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต โดยต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่ กทม. ต้องรับผิดชอบ รวมถึงแนวทางการได้รับเงินชดเชยคืนว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการบริหารจัดการและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อกรุงเทพมหานครและประชาชน

จากนั้น นายสุทธิชัย ตั้งคำถามถึงมาตรการชดเชยค่าใช้จ่ายและการคืนเงินให้ กทม. ว่า หาก รฟม. รับโอนรายได้ไปบริหารจัดการแล้ว แต่ไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้ทันที จนทำให้ กทม. ต้องสำรองจ่ายแทน จะมีหลักประกันหรือมาตรการที่ชัดเจนอย่างไร ในการชำระเงินคืนให้ กทม. ภายในกำหนด 4 เดือน ตามร่างบันทึกข้อตกลง (MOU) พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาในบางโครงการมีงบประมาณที่ไม่ได้โอนให้ กทม. หรือมีการนำเงินกลับไป ทำให้ กทม. ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
ส่วน ผลกระทบต่อประชาชนและมาตรการลดภาระค่าครองชีพนั้น นายสุทธิชัยกล่าวว่า เห็นด้วยกับการลดภาระค่าโดยสารของประชาชนที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชน เนื่องจากไม่ต้องการให้ประชาชนต้องแบกรับค่าเดินทางที่สูงเกินไป โดยมาตรการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมอยู่ที่ 17-45 บาท และไม่มีการเรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลา 1 ปีแรก รัฐบาลหรือ รฟม. จะมีแหล่งเงินทุนจากส่วนใดมาชดเชยส่วนต่างให้แก่ผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ต้องการฝากให้ผู้บริหาร กทม. พิจารณา
นายสุทธิชัยกล่าวต่อว่า ตนเห็นควรให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองให้ รฟม. ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เนื่องจากยังมีรายละเอียดอีกหลายด้านที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยที่ผ่านมา กทม. เสียเปรียบมาแล้วหลายครั้ง จึงต้องพิจารณาแบ่งภาระค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มต้นให้ชัดเจน
“เราวิ่งรถเพื่อทดลองรถในระยะเวลา 2-3 ปี ไม่ได้เก็บค่าโดยสารมาเลยช่วงนั้น จึงทำให้เป็นภาระของผู้ประกอบการ จนท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ตอนนั้นตัดสินใจว่าเราเก็บสัก 15 บาท เก็บเข้ามาก็ได้เงินบริหารการจัดการก็ผ่อนคลายกันว่า สิ่งเหล่านี้เราควรจะต้องมาพิจารณากันไหม เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นโครงการที่ใหญ่ เพราะงบประมาณผมเชื่อว่าโอนไปคร่าว ๆ ที่เคยนั่งคุยประมาณแสนล้านบาท อาจจะเงินเข้ากทม. แต่ว่ามันสิ้นสุดแค่นี้หรือยัง เรื่องความปลอดภัย เรื่องการลงทุนของรัฐบาลที่บอกมาเราคิดกันรอบคอบขนาดไหน ผมได้ฟังการรายงานของผู้บริหาร กทม. ฟังแล้วแต่ก็ยังชี้แจงไม่หมด นี่คือปัญหาที่ว่าเราควรจะตั้งคณะกรรมการศึกษาการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสีทองให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” นายสุทธิชัยกล่าว
นายสุทธิชัยกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นหลายชุด แต่ตนไม่ทราบรายละเอียดว่ามีจำนวนกี่ชุด ทราบเพียงข้อมูลจากรายงานของผู้บริหารกรุงเทพมหานครที่ชี้แจงต่อสภาฯ โดยก่อนหน้านี้ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ยังไม่ได้รับทราบรายละเอียด เพิ่งได้รับทราบข้อมูลในวันนี้ ขณะที่รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก

นายสุทธิชัยกล่าวว่า การโอนโครงการดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของกรุงเทพมหานครและประชาชน จึงควรเปิดโอกาสให้มีตัวแทนเข้าร่วมประชุมเพื่อตรวจสอบรายละเอียดด้านทรัพย์สินและหนี้สินอย่างรอบคอบ ไม่ให้ภาระหนี้ที่ยังไม่มีความชัดเจนตกค้างเป็นภาระของ กทม. รวมถึงตรวจสอบความคุ้มค่าและความโปร่งใส ติดตามร่างบันทึกข้อตกลง (MOU) และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ รฟม. ต้องปฏิบัติอย่างใกล้ชิด ตลอดจนกลั่นกรองข้อเสนอแนะเพื่อให้สภากรุงเทพมหานครสามารถให้ความเห็นชอบหรือเสนอแนะต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะมีการลงนามผูกพันทางกฎหมาย
นายสุทธิชัยย้ำว่า ควรตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบและรักษาผลประโยชน์ของกรุงเทพมหานครและประชาชน



