ส.ก.ถกวุ่น! ปมแก้ข้อบังคับ หั่นโควต้ากก.วิสามัญฝั่งผู้ว่าฯ มติ 23 : 23 ก่อน ‘เนอส’ ชี้ขาดเห็นชอบ วิพุธ ค้านสุดแรง ชี้ชาวกรุงไม่ได้ประโยชน์ หวั่นหลายเป็นสภารวบอำนาจ ยังตกลงสัดส่วนกันไม่ได้ ดีเบตต่อสัปดาห์หน้า
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 (ครั้งที่ 4) ประจำปี 2569 โดยมี นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารเข้าร่วม
ในตอนหนึ่ง นายฉัตรชัย หมอดี เสนอร่างข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ฉบับที่ … พ.ศ. … เพื่อให้สภาพิจารณา 1.หลักการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร 2.สาระสำคัญที่แก้ไขเพิ่มเติมมี ดังนี้

2.1 กำหนดกรอบระยะเวลาการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญ โดยแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 86 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาการพิจารณาคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาไม่เกิน 120 วัน นับแต่วันที่สภามีมติแต่งตั้ง หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จ สามารถขอขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยเว้นคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติ ซึ่งสามารถกำหนดระยะเวลาการพิจารณาและขอขยายเวลาได้ตามที่สภาเห็นสมควร แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายอื่น
2.2 การดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการวิสามัญของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร มิให้เกินจำนวนที่กำหนด โดยเพิ่มข้อ 86/1 กำหนดให้สมาชิกคนหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการวิสามัญได้ไม่เกิน 2 คณะ ทั้งนี้ ไม่นับรวมการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติ
2.3 ปรับปรุงสัดส่วนคณะกรรมการวิสามัญที่เสนอโดยสภากรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยแก้ไขข้อ 87 วรรคหนึ่ง คณะกรรมการวิสามัญ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อให้สภาแต่งตั้งเป็นกรรมการได้ไม่เกิน 1 ใน 4 ของจำนวนคณะกรรมการทั้งหมด จากเดิมที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอชื่อได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง
2.4 กำหนดบทเฉพาะกาล โดยกำหนดข้อ 7 ให้คณะกรรมการวิสามัญที่สภาแต่งตั้งก่อนวันที่ข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับ ให้ดำเนินการพิจารณาต่อไปจนแล้วเสร็จตามระยะเวลาที่สภากำหนดไว้ หากสภาไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ ให้ดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ข้อบังคับนี้มีผลบังคับใช้หากไม่แล้วเสร็จ ขอขยายระยะเวลาพิจารณาได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยกำหนดส่วนข้อ 8 กรณีสมาชิกคนหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการวิสามัญเกินกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ 86/1 (เกิน 2 คณะ) อยู่ก่อนวันที่ข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับ ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเพิ่มเติมเกินกว่าที่กำหนดในข้อ 86/1 ไม่ได้

ด้านนายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก ทีมคนทำงาน แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับหลักการ ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร มีการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 87 ให้ลดสัดส่วนกรรมการวิสามัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อ จากเดิมไม่เกินกึ่งหนึ่ง เหลือไม่เกินหนึ่งในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งคณะ
นายวิพุธระบุว่า การทำงานของสภากรุงเทพมหานคร ทั้งการศึกษาปัญหา การตรวจสอบฝ่ายบริหาร การผลักดันนโยบาย และการปรับปรุงกฎหมาย จำเป็นต้องมีฝ่ายบริหาร ข้าราชการประจำ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานหน้างานที่เข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของ กทม. เข้ามามีส่วนร่วม
นายวิพุธกล่าวว่า ข้อบังคับเดิมที่กำหนดให้เสนอชื่อได้ไม่เกินกึ่งหนึ่ง ไม่ได้บังคับให้ฝ่ายบริหารต้องเสนอให้ครบทุกครั้ง แต่เป็นเพดานที่เปิดโอกาสให้สภาจัดองค์ประกอบกรรมการได้ตามความจำเป็นของแต่ละเรื่อง บางเรื่องอาจต้องการผู้แทนฝ่ายบริหารเพียง 1 ถึง 2 คน ขณะที่เรื่องที่ซับซ้อนจำเป็นต้องใช้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก การลดเพดานลงจึงเป็นการลดทางเลือกในการทำงานของสภาเอง พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจเป็นการรวมอำนาจกำหนดองค์ประกอบกรรมการไว้ที่ฝั่งสภามากขึ้น

นายวิพุธกล่าวต่อว่า คณะกรรมการวิสามัญไม่ใช่พื้นที่ของฝ่ายการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกลไกที่สภาต้องรวบรวมผู้มีความรู้และประสบการณ์มาร่วมแก้ปัญหา และตั้งคำถามต่อที่ประชุมว่า หากลดสัดส่วนฝั่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงจากกึ่งหนึ่ง ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไร และจะแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นหรือไม่ หากตอบไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องแก้ไข อย่างไรก็ตาม หากเห็นว่าเกณฑ์เดิมไม่ยืดหยุ่นจริง ก็อาจปรับเป็นไม่เกินหนึ่งในสาม
“ สภา กทม.ต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่พื้นที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และทุกการเปลี่ยนแปลงกติกาในสภาต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก การตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร (Check & Balance) เป็นหน้าที่ที่ต้องรักษาไว้ และทำได้อย่างเข้มข้นโดยไม่ต้องเป็นความขัดแย้ง เพราะเป้าหมายสำคัญคือข้อเสนอที่นำไปแก้ปัญหาให้ชาวกรุงเทพฯได้อย่างแท้จริง” นายวิพุธกล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสภากรุงเทพมหานครหลายรายลุกขึ้นอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี, นายสมชาย เต็มไพบูลย์ ส.ก.เขตคลองสาน, นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่, นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง, นายสมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม, นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย
โดยล่าสุดที่ประชุมมีมติเห็นชอบวาระแรก ด้วยคะแนน 23 ต่อ 20 งดออกเสียง 3 เสียง จากนั้นประธานสภากรุงเทพมหานครขอให้ที่ประชุมพิจารณาสามวาระรวด ผลการลงมติเห็นชอบและไม่เห็นชอบเท่ากันที่ 23 ต่อ 23 เสียง ประธานสภาจึงใช้อำนาจตามข้อบังคับข้อ 79 ลงมติเห็นชอบเพื่อชี้ขาด อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่วาระสองและสาม ที่ประชุมยังไม่สามารถตกลงรายละเอียดเรื่องสัดส่วนการเสนอชื่อกรรมการวิสามัญได้ และสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม จึงต้องปิดการประชุม โดยสัปดาห์หน้าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ต่อในวาระสองและสามต่อไป


