ทนายตั้ม พาผู้เสียหาย ลุยแจ้งความ ‘บุ๋ม ปนัดดา’ – ยื่นสอบเพิ่ม ‘ยามเฝ้าแผ่นดิน’ ยอดพุ่ง 300 ล้าน
ยามเฝ้าแผ่นดิน – เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ได้นำกลุ่มผู้เสียหายเกือบ 10 ราย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” หลังพบพฤติการณ์เปิดรับบริจาคเงินผ่านบัญชี “องค์กรทำดี โดย ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” แต่กลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายษิทรา เดินทางมาในชุดคล้ายทหารเรือสีขาว ติดหนวดปลอม สวมแว่นดำ และขี่สกูตเตอร์เข้ามายังอาคารพิทักษ์สันติ โดยเปิดเผยว่า ที่แต่งชุดนาวีมาเนื่องจากตำรวจเคยระบุว่ามีทหารเรือเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้เมื่อวานนี้ ผบช.ก. จะแถลงยืนยันว่าไม่มีทหารเรือในสมการแล้ว แต่เนื่องจากเช่าชุดมาแล้ว หากนำไปคืนจะถูกหักเงินมัดจำ จึงตัดสินใจสวมใส่มาดำเนินการในวันนี้
น.ส.เจ ผู้เสียหายชาว จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ตนเองเห็นโพสต์รับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงตัดสินใจโอนเงินไปร่วมทำบุญจำนวน 100,000 บาท ผ่านบัญชีองค์กรทำดีฯ เพราะเชื่อมั่นในตัวบุ๋ม ปนัดดา แต่เมื่อทราบข่าวภายหลังว่ามีการนำเงินบริจาคไปสร้างพูลวิลล่า รู้สึกช็อก ผิดหวังอย่างมาก และต้องการได้เงินคืน
ด้าน นายไก่ เจ้าของเพจ “แม่แนนน้องสมาร์ท” และ “เปี๊ยะแปดริ้ว” ผู้เสียหายจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า ตนเองโอนเงินร่วมทำบุญกว่า 70,000 บาท และบริจาคสิ่งของมูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท เนื่องจากเป็นคนชอบทำบุญและเป็นจิตอาสา ย้อนไปปี 2567 เคยติดต่อไปยังมูลนิธิอื่นๆ แต่แอดมินตอบช้า จนมาเจอคนชื่อ “องุ่น” จึงโอนเงินเข้ามูลนิธิองค์กรทำดี แต่ท้ายที่สุดกลับนำเงินไปสร้างพูลวิลล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ พร้อมระบุถึงกรณีที่ “อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม” ออกมาต่อต้านการบริจาคว่า คนบริจาคต้องผิดหวังซ้ำซากกับหลายมูลนิธิ การออกมาเคลื่อนไหวของอาจารย์เบียร์อาจเพราะกังวลเรื่องยอดเงินบริจาคเข้ามูลนิธิของตนเองเช่นกัน
ขณะที่ นายพัฒน์ ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ตนเองโอนเงินบริจาค 2,000 บาท เพราะมีโปรโมชั่นแจกเสื้อองค์กรทำดี แต่กลับเงียบหาย มองว่ากรณีนี้ไม่ใช่คนล้มแล้วซ้ำเติม แต่เป็นการหลอกลวงประชาชน นำเงินที่ตั้งใจช่วยชายแดนและน้ำท่วมไปซื้อสินค้าแบรนด์เนมและสร้างพูลวิลล่า เปลี่ยนเงินบุญเป็นเงินบาป เช่นเดียวกับ น.ส.เอมี่ ผู้เสียหายที่เสียงสั่นน้ำตาคลอ ระบุว่า ชื่นชอบบุ๋ม ปนัดดา มาตลอด เคยบริจาคเงินทำบุญโลงศพและเงินส่วนตัวอีกหลายครั้ง พอทราบความจริงจึงรู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างที่สุด
นายษิทรา กล่าวว่า ในวันนี้จะพาผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีกับ บุ๋ม ปนัดดา ใน 3 ข้อหาหนัก ได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน
ส่วนกรณีที่ บุ๋ม ปนัดดา เดินทางไปแจ้งความเอาผิด นายก๊อต อธิป (สามี) และช่างเอ๋ นั้น ตนมองว่าเป็นเกมที่ผิดพลาดอย่างแรง เพราะจะเป็นเหตุผลสำคัญให้พนักงานสอบสวนนำไปใช้คัดค้านการประกันตัวต่อศาล โดยตำรวจสามารถอ้างได้ว่าคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และมีพฤติกรรมยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทำให้พยานเกิดความหวาดกลัว ซึ่งหลังจากนี้เชื่อว่า ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ จะดำเนินคดีกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ ซึ่งมีโทษจำคุกเพิ่มเติมอีก 1-2 ปี
สำหรับข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่บางฝ่ายมองว่าคดีนี้เข้าข่ายยักยอกทรัพย์มากกว่าฉ้อโกงนั้น นายษิทรา ยืนยันว่า เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนชัดเจน เพราะมีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่แรกเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน แล้วนำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัว ซื้อพูลวิลล่า และทองคำ ซึ่งความผิดสำเร็จตั้งแต่โอนเงิน ส่วนความผิดฐานยักยอก ทรัพย์สินต้องตกเป็นของมูลนิธิก่อนแล้วค่อยมีการยักยอกภายหลัง ซึ่งหากเป็นยักยอก ผู้เสียหายคือนายทะเบียนหรือตัวมูลนิธิเอง ซึ่งเชื่อว่ามูลนิธิคงไม่แจ้งความตัวเองแน่นอน
นายษิทรา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” หลังพบข้อสังเกตว่า ปี 2567 มียอดเงินบริจาคเพียง 70,000 บาท แต่พอปี 2568 ยอดบริจาคกลับพุ่งสูงถึงเกือบ 300 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินออกไปเกือบทั้งหมด จึงต้องการให้ตรวจสอบว่ามีการหักส่วนต่างจากเงินบริจาคหรือไม่ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่อย่างใด
ส่วนคดีของ “กัน จอมพลัง” ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อยู่ระหว่างทำสำนวนอย่างละเอียด ซึ่งแตกต่างจากคดีของบุ๋ม ปนัดดา ที่เส้นทางการเงินโอนโยงไม่กี่รอบ ทำให้ตำรวจทำงานได้เร็ว แต่ของ กัน จอมพลัง พบว่ามีถึง 7 บัญชีธนาคาร และแตกเส้นทางการเงินออกไปอีกหลายพันเส้น โดย DSI ได้เรียกพยานมาสอบปากคำแล้วกว่า 10 ปาก และพบเงื่อนงำการให้งานมูลนิธิแก่บริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ในช่วงปี 2568 ร่วม 10 บริษัท ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่จัดซื้อตรงกับบริษัทผู้ขายโดยตรง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นชุดการ์ดที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำเวลาราชการมาคอยติดตาม กัน จอมพลัง โดยได้รับเงินสองทาง ทั้งจากมูลนิธิและเงินเดือนราชการ รวมถึงเบาะแสเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งทราบว่า กัน จอมพลัง มีความสนิทสนมกับฝั่งกัมพูชาก่อนเกิดปัญหาชายแดน และเคยเดินทางไปกัมพูชาทุก 3 วันเพื่อทำธุรกิจเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบขยายผลทั้งหมด



