สืบเนื่องกรณีชุมชนป้อมมหากาฬที่ยืดเยื้อมานาน 25 ปีโดยขระนี้เข้าสู่กระบวนการเจรจาร่วมกันระหว่างคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายกทม. ฝ่ายทหาร และฝ่ายชาวบ้านร่วมด้วยนักวิชาการ ซึ่งคาดว่าจะมีการแถลงและลงนามในวันพฤหัสบดีที่ 6 ก.ค.นี้
ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ นักวิจัยประจำแคโรไลนา เอเชีย เซ็นเตอร์ มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม แสดงความเห็นโดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาในสหรัฐอเมริกาว่ามีชุมชนที่ประกอบด้วยบ้านโบราณอายุราว 200 ปี ซึ่งไม่ถูกทำลายจากสงครามกลางเมือง กลายเป็นที่ดินราคาแพง คนที่มาอยู่อาศัยเป็นเศรษฐีหรือชนชั้นกลางที่นิยมบ้านเก่า คนเหล่านี้ใช้ชีวิตไปตามปกติ ผู้เดินทางเยี่ยมชุมชนก็มาเรียนรู้วิถีชีวิต สำหรับกรณีป้อมมหากาฬ ตนมองว่าเป็น ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต’ มากกว่า ‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ เพราะถ้าเป็นพิพิธภัณฑ์ ในความรู้สึกคือมนุษย์เป็นของโชว์ และอย่าทำการท่องเที่ยวแบบหลอกๆ ซึ่งจะไม่ยั่งยืน อีกทั้งเป็นการดูถูกนักท่องเที่ยว
“การท่องเที่ยว มีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องทำสวนสวยๆ ชุมชนต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ดูแลโบราณสถาน จูนเข้ากับภาครัฐ ดูแล นักวิชาการต้องเข้ามาช่วย ทำอย่างไรให้ตรอกซอกซอยในชุมชนเดินได้อย่างไม่น่ากลัว มีไฟ สะอาด น่าเดิน ต้องทำให้ตัวเองหลุดจากคำว่าสลัมที่กทม.กลัว
การท่องเที่ยวแบบที่จัดให้คนดู เชยไปแล้ว และเป็นการดูถูกนักท่องเที่ยวซึ่งปัจจุบันมีความรู้ ขอให้เรียกกว่าผู้มาเยือน เพราะนักท่องเที่ยวไม่อยู่นาน ถ้าอยากให้เขาอยู่กรุงเทพนานๆ ต้องให้เขามาดูวิถีชีวิตคน ต้องไม่แสดง ถ้าจะหาความแท้ ก็กินมาม่า ทอดไข่หน้าบ้านได้
ผู้มาเยือนจะเข้ามาคุยกับคนในชุมชน เป็นการเที่ยวที่ได้ความรู้ หัวใจของการท่องเที่ยวแบบแบบยั่งยืนคือการจัดการโดยชุมชน ไม่ใช่โดยภาครัฐ ชุมชนต้องเป็นผู้นำในการเดินชม เล่าเรื่องของชุมชน อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้คิดถึงเม็ดเงินเป็นตัวตั้ง กรณีนี้จะทำให้กทม.เห็นคุณค่าของประชาชนกับประวัติศาสตร์มากขึ้น ถ้าจะจัดทุกอย่างให้สวยงาม เป็นเรื่องง่ายมาก แต่หากสูญเสียตรงนี้ไป ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ กทม.จะเข้าใจจุดนี้หรือไม่ ไม่แน่ใจ ”
ทั้งนี้ ดร.รังสิมา ซึ่งขณะนี้เดินทางมายังประเทศไทยชั่วคราว จะเข้าร่วมสังเกตการณ์การแถลงและลงนามในวันที่ 6 ก.ค.นี้ที่ชุมชนป้อมมหากาฬด้วย

