เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 4 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มี น.ส.นิษฐาณัฐ หรือแม่นิด ภัทรธนินนิษฐ์ อายุ 54 ปี ผู้เสียหายรายที่ 2 ซึ่งถูกนายพสิษฐ์ หลอกยืมเงินไปเกือบ 1.4 ล้านบาท ได้วิ่งโร่หอบเอกสารนำหลักฐานที่นายพิสิษฐ์ได้มากู้ยืมเงินไปแล้วไม่ใช้คืน เพื่อเข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ชาตรี สีจันทร์ รองสว.สอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายพิสิษฐ์อาชีพทนายในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์และยักยอกทรัพย์ โดยทาง พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.ได้ตรวจสอบเอกสารสำเนาที่ทางผู้เสียหายแม่นิดได้หอบนำมาแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมสั่งการให้ร้อยเวรลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งในเบื้องต้นตามที่ผู้เสียหายได้มาแจ้งความดำเนินคดีกับนายพิสิษฐ์
น.ส.นิษฐาณัฐ เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะแนะนำว่าความให้กับ 2 แม่-ลูกน้องบีมนั้น ได้เคยว่าคดีความให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกมาก่อนจนสำเร็จและตนก็ได้เงินมาจำนวนมาหลายล้านบาท ต่อมาตนได้บังเอิญไปงานที่วัดชลประทานปากเกร็ดและได้เห็น 2 คน เเม่-ลูกเข็นรถเข็นกันมาเร่ขายของด้วยความสงสารตนจึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นไงไปไงถึงพากันเข็นลูกที่มีลักษณะพิการมาเร่ขายของกันได้ ซึ่ง 2 แม่-ลูกได้เล่าเรื่องราวที่ไปประสบอุบัติเหตุเข้าให้ตนฟังและคดีอยู่ในระหว่างฟ้องร้องแต่คดีความไม่คืบหน้าเลย ตนเองช่วงเวลานั้นมีความสงสารด้วยใจบริสุทธิ์และไม่ได้คิดอะไรจึงได้แนะนำทนายพิสิษฐ์เข้ามาช่วยเหลือดูเรื่องคดีความให้กับทาง 2 แม่-ลูกน้องบีมและหลังจากแนะนำทนายพิสิษฐ์ให้ ตนเองก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวหรือถามไถ่กันอีกเลย จนกระทั่งมาทราบข่าวจากทางสื่อมวนชนอีกครั้งว่า 2เเม่-ลูกน้องบีม มาชนะคดีความกับทางบริษัทรถบรรทุกพ่วงได้จ่ายเงินค่าเยียวยามาให้แล้วจำนวน 5ล้านบาทแต่มาถูกทนายความที่ตนแนะนำให้โกงเงินไปให้ไม่ครบจำนวน ตนมีความรู้สึกเสียใจหนักมากถึงขั้นเคยจะคิดฆ่าตัวตายกันเลยที่เดียวเพราะตนสงสาร 2 แม่-ลูกน้องบีมมากที่มาพิการแล้วยังมาถูกทนายพิสิษฐ์ซ้ำเติมโดยการให้เงินไม่ครบจำนวน และตนเองได้มารู้ในภายหลังอีกว่าทนายพสิษฐ์ ได้แอบไปอ้างขอยืมเงินมาจากญาติๆของตนเองอีก 2คน คนละ 450,000บ.กับ 400,000บ.และที่เหลืออีกประมาณ 380,000บ.ได้มาหลอกยืมเงินตนเองไปเพิ่มอีกและต่อมาตนเองได้เคลียร์เงินคืนให้กับทางญาติทั้งสองคนไปแล้ว รวมแล้วทนายพิสิษฐ์ได้หลอกยืมเงินตนเป็นจำนวนเกือบ 1.4ล้านบาท
พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องตรวจสอบเอกสารที่ทางผู้เสียหายนำมามอบให้ ว่าในรายละเอียดเข้าข่ายเป็นเรื่องของการฉ้อโกงด้วยหรือไม่ พร้อมขอสอบพยานรายละเอียดให้ชัดเจนเสียก่อน ว่ามีอะไรเป็นเรื่องที่ปกปิดความจริงหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้เจ้าทรัพย์ส่งมอบทรัพย์ไปให้หรือเปล่า แต่ในเบื้องต้นมีการนำหลักฐานเอกสารเรื่องกู้หนี้ที่ขอยืมไปแล้วมารวมเป็นสัญญาเงินกู้ ฉบับเดียวล้านกว่าบาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เราต้องตรวจสอบให้ละเอียดก่อนสักนิดหนึ่งว่าทางเราจะสามารถดำเนินคดี ในการกระทำความผิดทางอาญาได้หรือไม่ เพราะเอกสารที่นำมาเป็นเรื่องของการกู้หนี้ยืมสินกัน แต่อย่างไรก็ขอยิืนยันว่าจะทำคดีอย่างเต็มที่ หากพบว่ามีการเข้าข่ายการกระทำผิดทางอาญาก็ดำเนินการตามกฎหมาย แต่หากเป็นทางคดีแพ่งก็สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้ต่อเนื่องไปเช่นกัน

