หน้าแรก ในประเทศ ส.ก.มีนบุรี แ...

ส.ก.มีนบุรี แนะ ‘เนอส’ เป็นกลาง ย้ำ นั่งเก้าอี้ปธ.สภากทม.ต้อง ‘ไม่มีสังกัดพรรค’ ลงมติให้เหมาะสม ดูความสมานสามัคคี

5.11.26 | 17:38 น.

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่4 (ครั้งที่ 4) ประจำปี 2569 โดยมี นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหารเข้าร่วมการประชุม

ในตอนหนึ่ง ที่ประชุมมีการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ข้อ 87 โดยปรับลดสัดส่วนกรรมการวิสามัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีสิทธิเสนอชื่อ จากเดิมไม่เกินกึ่งหนึ่ง เหลือไม่เกิน 1 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งคณะ


นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี อภิปรายว่า ต้องการให้ประธานสภาฯ พิจารณาข้อบังคับและเอกสารประกอบญัตติที่นายฉัตรชัย หมอดี ส.ก.เขตบางนา เป็นผู้เสนอ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ข้อความที่เสนอแก้ไขเป็นข้อ 87 วรรค 1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญทั่วไป ไม่ใช่คณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ขณะที่วรรค 2 ซึ่งกำหนดให้ผู้ว่าฯ มีสิทธิแต่งตั้งตัวแทนฝ่ายบริหารได้ไม่เกิน 1 ใน 4 ไม่ได้อยู่ในส่วนที่เสนอแก้ไข จึงต้องการให้ชัดเจนว่าญัตตินี้มุ่งแก้ไขเฉพาะวรรค 1 หรือรวมถึงวรรค 2 ด้วย

“ฝากท่านประธานว่า เอาประเด็นไหน ถ้าประเด็นวรรคที่ 1 ก็ต้องจบที่วรรคที่ 1 เท่านั้น ครึ่งหนึ่ง หรือจะเป็นแค่ 1 ใน 4 แต่ผมเองก็สนับสนุนท่านวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก. เขตบางรัก เพราะเวลาเราต้องตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมา หลายๆ ครั้งที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เราก็อยากได้คำตอบ จากฝ่ายบริหาร มันจะไม่เปลืองเวลาในที่ประชุม เพราะถ้าเราซักถามกันแต่ละคนที่มีความสงสัยก็ตอบคำถามกันไปมา โดยไม่จบ บางครั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่จริง ๆ ไม่ใช่ระดับสูง ฝ่ายบริหารอาจจะไม่รู้เรื่องลงลึกถึงรายละเอียด ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกองอาจจะตอบไม่ได้ ก็จะมีตัวแทน ในผู้ปฏิบัติจริง ๆ มานั่งเป็นคณะกรรมการวิสามัญด้วย เราจะได้ซักถามเรื่องข้อเท็จจริงได้” นายวิรัตน์ กล่าว

Advertisement

นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า การตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาประเด็นต่างๆ เป็นสิทธิของสมาชิกในการตั้งข้อสงสัย และจากประสบการณ์ที่เป็น ส.ก.มาหลายสมัย เห็นว่าคณะกรรมการวิสามัญที่ตั้งขึ้นแต่ละครั้งล้วนมีประโยชน์ต่อประชาชน เพราะช่วยให้สมาชิกได้รับทราบรายละเอียด

“ผมกล้ายืนยันว่าสมาชิกของเราไม่รู้ระเบียบทั้งหมด แต่หลังจากที่เราตั้งวิสามัญไปแล้ว เราจะได้เห็นรายละเอียด กฎระเบียบที่เราสงสัยมีกฎหมายรองรับหรือไม่ กฎหมายข้อไหนระบุเอาไว้ให้อำนาจหน้าที่ใคร อำนาจหน้าที่ฝ่ายบริหาร อำนาจหน้าที่ข้าราชการเป็นอย่างไร อำนาจหน้าที่เราเป็นอย่างไร ผมว่ามีประโยชน์มีประโยชน์สำหรับการทำหน้าที่ของพวกเรา บางครั้งผมเองก็ได้รับความรู้จากคณะกรรมการวิสามัญที่ตั้งขึ้นมา จากทางข้าราชการประจำที่ท่านถือปฏิบัติในเรื่องของกฎหมายต่าง ๆ ข้อบังคับต่าง ๆ ให้ความรู้กับเรา บางครั้งเราก็เข้าใจผิดก็ไปรู้ในคณะกรรมการวิสามัญทุกครั้ง” นายวิรัตน์ กล่าว

นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า ผมว่ามีประโยชน์ ยังไม่เห็นสมควรว่าตั้งน้อยไปเพราะอะไร 1 ใน 4 25% จะเพียงพอหรือไม่ สำหรับการที่เราเสียเวลาเสียงบประมาณในการประชุมหลายๆ ครั้ง วิสามัญไม่ใช่ประชุมฟรี ค่าเบี้ยประชุมก็หลายเงิน ประชุมไปประชุมมา สุดท้ายคนที่จะชี้แจงเราก็ต้องรอเวลา บางครั้งไม่ได้เป็นคณะกรรมการ เราก็ต้องไปเชิญข้าราชการของกรุงเทพมหานคร บางท่านที่ไม่ได้รับในการแต่งตั้งเข้ามา

นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า เห็นว่าการตั้งคณะกรรมการวิสามัญมีประโยชน์ จึงยังไม่เห็นด้วยกับการลดสัดส่วนกรรมการฝ่ายบริหารเหลือ 1 ใน 4 หรือ 25% โดยตั้งคำถามว่าจะเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากการประชุมคณะกรรมการวิสามัญแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายและเบี้ยประชุม ไม่ใช่การประชุมที่ไม่มีค่าใช้จ่าย ประชุมไป ประชุมมาสุดท้ายคนที่จะชี้แจงเราก็ต้องรอเวลา บางครั้งไม่ได้เป็นคณะกรรมการ เราก็ต้องไปเชิญข้าราชการของกรุงเทพมหานคร บางท่านที่ไม่ได้รับในการแต่งตั้งเข้ามา

“ถ้าเราปิดกั้นไปทั้งหมด ผมว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไรสำหรับการดำเนินงานหรือการทำงานของสมาชิกสภา ฝากท่านประธาน ฝากเพื่อนสมาชิกในการพิจารณา กฎระเบียบนี้ใช้มานานมาก และเราไม่เคยมีปัญหาในการที่เราให้โอกาสผู้บริหารแต่งตั้งเข้ามาเยอะ ก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับพวกเราที่จะได้สอบถาม และทุกครั้ง บางครั้งผู้บริหารไม่ได้ตั้งเข้ามาครึ่งหนึ่งน้อยมากที่เราจะเห็นเหตุการณ์ที่ฝ่ายบริหารใช้สิทธิ์ข้อนี้” นายวิรัตน์ กล่าว

ต่อจากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบวาระแรก ด้วยคะแนน 23 ต่อ 20 งดออกเสียง 3 เสียง จากนั้นประธานสภากรุงเทพมหานครขอให้ที่ประชุมพิจารณาสามวาระรวด ผลการลงมติเห็นชอบและไม่เห็นชอบเท่ากันที่ 23 ต่อ 23 เสียง ประธานสภาฯจึงใช้อำนาจตามข้อบังคับข้อ 79 ลงมติเห็นชอบเพื่อชี้ขาด

นายวิรัตน์ได้กล่าวว่า ตนเคารพการตัดสินใจของท่านประธาน แต่ที่จริงแล้วท่านประธานเป็นประธานในที่ประชุมการที่ท่านร่วมโหวตในครั้งแรกตนมองว่าต้องพิจารณาตัดสินใจให้ดีเพราะท่านโหวต 2 ครั้ง เพราะว่าการแก้ไขข้อบังคับการประชุมมันเป็นผลบังคับสมาชิกสภาทั้ง 50 คนจริงๆ แต่ว่าในฐานะที่ท่านเป็นประธานสภาและรองสภาทั้ง 2 ท่าน ในเหตุผลต่างๆการลงมติบางครั้งตนก็เห็นว่าประธานสภาสามารถลงมติได้ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งไม่มีผลเสียผลได้กับการลงมติแต่ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือว่าเป็นสิ่งที่ทางท่านประธานตัดสินใจเรื่องของการลงมติ

นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า ถ้าเป็นเรื่องของงบประมาณแต่ว่าอันนี้เป็นการแก้ไขข้อบังคับการประชุมแต่ว่าท่านลงไปแล้วก็ไม่เป็นไรแต่เมื่อสักครู่ตนอยากจะยกมือก่อนด้วยซ้ำไป ในส่วนของความคิดเห็นของสมาชิกทั้งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งก็อยากจะให้เห็นวาระ อีกฝั่งหนึ่งก็ไม่เห็นด้วย ตั้งคณะกรรมการวิสามัญอย่างทีท่านนภาพล (นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย) เอ่ยมาตนก็คิดว่าเป็นการดีจะได้สามัคคีกัน

“เพราะท่านประธานเป็นประธานที่ประชุมก็ต้องดูความสมานสามัคคีของสมาชิกด้วยและที่ประชุมด้วยเพราะเราไม่มีฝ่ายค้านเราไม่เหมือนสภาอื่น เราทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นความแตกต่างในเรื่องของความคิดนั้นเป็นไปได้ แต่ท่านต้องวางตัวเป็นกลาง และท่านรองประธานทั้ง 2 ท่านด้วย ในฐานะที่อยู่บนบัลลังก์บางครั้งการตัดสินใจลงมติในบางกรณีก็ต้องดูความเหมาะสมด้วย
อันนี้ผมขอเสนอนิดหนึ่งนะครับ แต่ท่านลงมติไปก่อนแล้วผมยกมือช้าไปนิดหนึ่งเมื่อสักครู่นี้พอดี ไม่นึกว่าท่านจะตัดสินใจเร็วจริงแล้ววันนี้พวกเราก็ให้ความเห็นกันไปแตกต่างกันทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายเห็นชอบและฝ่ายไม่เห็นชอบ ก็อยากจะฝากท่านประธานเพราะว่าท่านทำหน้าที่เป็นประธานสภากรุงเทพมหานครวางตัวเป็นกลางในเรื่องการทำงาน ไม่มีสังกัดพรรคแล้วถ้าท่านนั่งอยู่บนบัลลังก์เพื่อควบคุบการประชุมอย่างเดียวในอำนาจหน้าที่” นายวิรัตน์กล่าว