“อะไรผิดก็ว่าไปตามผิด” เปิดไทม์ไลน์ 900 ล้าน เงินบริจาค มูลนิธิองค์กรทำดี สู่หมายจับ บุ๋ม ปนัดดา

5.11.26 | 19:36 น.

ปิดหน้าออนไลน์ : เปิดไทม์ไลน์ มหากาพย์เงินบริจาค 900 ล้าน จากองค์กรทำดี สู่หมายจับ บุ๋ม-สามี

จากกลุ่มจิตอาสาที่เติบโตด้วยแรงศรัทธาของประชาชน สู่คดีเงินบริจาคที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส เมื่อเส้นทางการเงินของ “มูลนิธิองค์กรทำดี” ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ท่ามกลางข้อพิพาทชีวิตคู่ของ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” กับสามี ก่อนนำไปสู่การออกหมายจับในคดีที่มีเงินหมุนเวียนเกือบ 1,000 ล้านบาท

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ย้อนกลับไปถึงปี 2557 เมื่อ “องค์กรทำดี” เริ่มต้นจากกิจกรรมจิตอาสา ก่อนจดทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการในปี 2565 แต่การใช้บัญชีรับบริจาคทั้งในนามส่วนตัวและในนามมูลนิธิ กลับกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ


นี่คือไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ จากจุดเริ่มต้นขององค์กรจิตอาสา สู่การตรวจสอบเส้นทางเงินและหมายจับผู้เกี่ยวข้อง

จากบัญชีรับบริจาคส่วนตัว สู่มูลนิธิอย่างเป็นทางการ

พ.ศ. 2557 — จุดเริ่มต้นของ “องค์กรทำดี”

น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม” เริ่มต้นทำกิจกรรมสาธารณกุศลในนามกลุ่มจิตอาสา “องค์กรทำดี” โดยเปิดบัญชีธนาคารในชื่อ “องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” เพื่อรับเงินบริจาคจากประชาชน นำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบความเดือดร้อนและทำกิจกรรมเพื่อสังคม

Advertisement

พ.ศ. 2565 — จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ

องค์กรทำดีได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในนาม “มูลนิธิองค์กรทำดี” พร้อมเปิดบัญชีธนาคารในนามมูลนิธิ แต่ยังมีการใช้บัญชีส่วนบุคคลเดิมควบคู่กันไป

การมีบัญชีรับบริจาคหลายบัญชี ทั้งในนามบุคคลและนิติบุคคล กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบว่า เงินบริจาคถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคหรือไม่ และมีระบบควบคุมบัญชีที่รัดกุมเพียงใด

ปมชีวิตคู่ จุดชนวนข้อสงสัยเงินบริจาค

27 ตุลาคม 2569 — แถลงปัญหาชีวิตคู่ ก่อนถูกตั้งคำถามเรื่องบัญชี

บุ๋ม ปนัดดา เปิดแถลงข่าวกรณีข้อพิพาทกับนายอธิป อนันทวรรณ หรือ “ก๊อต อธิป” สามี เกี่ยวกับที่ดิน 100 ไร่ ใน จ.นครนายก

แต่หลังการแถลงข่าว เพจ “ออยศรีและผองเผือก” กลับตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการรับเงินบริจาคผ่านบัญชีชื่อส่วนบุคคลขององค์กรทำดี ทำให้ประเด็นชีวิตคู่ขยายวงไปสู่คำถามเรื่องความโปร่งใสในการบริหารเงินของมูลนิธิ

28 ตุลาคม 2569 — เปิดสลิปโอนเงินกว่า 45 ล้านบาท

มีการเผยแพร่หลักฐานการโอนเงินจากบัญชีองค์กรทำดีไปยังผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือ “ช่างเอ๋” ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการพูลวิลล่าใน จ.ภูเก็ต รวมกว่า 45 ล้านบาท

บุ๋มออกมาไลฟ์ชี้แจงว่า เงินดังกล่าวเป็นค่าก่อสร้างศูนย์ช่วยเหลือของมูลนิธิฯ ในพื้นที่คลอง 8 จ.ปทุมธานี มูลค่าราว 50 ล้านบาท พร้อมระบุว่าตนถูกสามีปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เงิน

คำชี้แจงดังกล่าวยังไม่ทำให้ข้อสงสัยยุติลง แต่กลับเปิดประเด็นใหม่ว่า เงินที่โอนออกจากบัญชีองค์กรทำดีถูกนำไปใช้ในโครงการใด และมีการตรวจสอบการเบิกจ่ายอย่างไร

ผู้รับเหมาเปิดเส้นทางเงิน มูลนิธิสั่งพักงานประธาน

29 ตุลาคม 2569 — ผู้รับเหมาแฉถูกสั่งโอนเงินกลับ

ช่างเอ๋ออกมาชี้แจงว่าได้รับเงินจากบัญชีองค์กรทำดีจริง แต่ระบุว่า ก๊อต อธิป เป็นผู้สั่งการให้โอนเงินส่วนที่เหลือจากการชำระค่าก่อสร้างกลับเข้าบัญชีส่วนตัวของก๊อต

ในวันเดียวกัน คณะกรรมการมูลนิธิองค์กรทำดีมีมติให้บุ๋ม ปนัดดา หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานมูลนิธิเป็นการชั่วคราว พร้อมระงับการรับบริจาคทุกช่องทาง เพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

30 ตุลาคม 2569 — แจ้งความหลายฝ่าย

ออยศรี หรือบุญยนุช แสงศรี นำหลักฐานเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม ขณะที่กรมการปกครองเข้าแจ้งความดำเนินคดีมูลนิธิฯ ในข้อหาจัดเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ด้านบุ๋ม ปนัดดา เข้าแจ้งความกล่าวหาก๊อต อธิป และผู้รับเหมา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยระบุว่าต้องการนำเงินกลับคืนสู่มูลนิธิ

จากข้อพิพาทภายในครอบครัว เรื่องราวจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ

แกะรอยเงินเกือบพันล้าน อายัดบัญชี-ทรัพย์สิน

1–4 พฤศจิกายน 2569 — ตำรวจเร่งตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน

ตำรวจ บก.ปอศ. ร่วมกับสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี พบธุรกรรมหมุนเวียนเกือบ 1,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1.8 ล้านรายการ

แนวทางการสืบสวนพบว่า มีการโอนเงินบริจาคเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของบุ๋ม ปนัดดา และก๊อต อธิป รวมกว่า 200 ล้านบาท รวมถึงมีการเบิกถอนเงินสดประมาณ 12 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง 15–17 บัญชี พร้อมตรวจสอบและยึดอายัดทรัพย์สิน อาทิ บ้านพัก รถยนต์ประมาณ 20–22 คัน และที่ดิน มูลค่ารวมที่มีการรายงานอยู่ระหว่าง 60–100 ล้านบาท

ตัวเลขธุรกรรมและทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบกลายเป็นหัวใจสำคัญของคดี แต่ยังต้องรอการตรวจสอบรายละเอียดว่าเงินแต่ละส่วนมีที่มาและปลายทางอย่างไร รวมถึงมีส่วนใดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่

ศาลออกหมายจับ 3 ข้อหา “บุ๋ม” สามีโดนร่วมฟอกเงิน

5 พฤศจิกายน 2569 — ยื่นหลักฐานขอหมายจับ

ช่วงเช้าถึงบ่าย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ประชุมร่วมกับตำรวจ บก.ปอศ. เพื่อสรุปพยานหลักฐานด้านการเงินและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ก่อนยื่นคำร้องขอหมายจับต่อศาล

เวลา 16.45 น. ศาลอาญาอนุมัติหมายจับบุ๋ม ปนัดดา ใน 3 ข้อหา ได้แก่

  1. ฉ้อโกงประชาชน
  2. ฟอกเงิน
  3. ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ส่วนก๊อต อธิป ถูกออกหมายจับในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน

ภายหลังการออกหมายจับ บุ๋ม ปนัดดา พร้อมทนายความ เดินทางมาปักหลักเปิดใจบริเวณบ้านพักย่านนวมินทร์-บึงกุ่ม ยืนยันว่าไม่มีความคิดหลบหนี และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เธอยังกล่าวถึงความเป็นห่วงแม่วัย 76 ปี และลูกเล็กอีก 2 คน พร้อมยกมือไหว้ขอโทษประชาชนที่ทำให้ผิดหวัง  “ฝากขอโทษทุกคนที่ทำให้ผิดหวัง ขอโทษที่ทำให้ทุกคนรู้สึกแย่ ขอโทษทุกคนที่รักและเชื่อมั่นในตัวบุ๋ม อย่างไรก็ตามขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้มา คนที่ไม่ซ้ำเติมในวันที่บุ๋มล้ม ขอบคุนน้องอันดามันลูกสาวคนโตที่คอยให้กำลังแม่มาตลอด อยากบอกว่าเขาเข้มแข็งมาก”

คงไม่มีคำอื่นนอกจากคำว่าขอโทษขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง ขอโทษที่ทำให้รู้สึก อะไรแย่ๆหลายอย่าง ขอโทษกรรมการมูลนิธิ ด้วย ขอโทษคนที่รักและเชื่อมั่น ไม่มีคำอื่น นอกจากคำว่าขอโทษจริงๆ เพียงแต่ว่า “อะไรที่ผิดบุ๋มก็ว่าไปตามผิด’

จากศรัทธาประชาชน สู่บททดสอบความโปร่งใส

มหากาพย์เงินบริจาค มูลนิธิองค์กรทำดี สะท้อนคำถามสำคัญต่อการบริหารองค์กรสาธารณกุศลที่ต้องอาศัยความไว้วางใจจากประชาชนเป็นทุนหลัก

เงินบริจาคที่ไหลเข้ามาจากความเชื่อมั่นของผู้ให้ จำเป็นต้องมีระบบบัญชีและการตรวจสอบที่ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อองค์กรเติบโตจากกลุ่มจิตอาสาสู่มูลนิธิที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล

อย่างไรก็ตาม การออกหมายจับเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิต่อสู้คดีและพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล

สิ่งที่สังคมต้องจับตาต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงว่าใครจะต้องรับผิดในคดี แต่คือคำตอบว่าเงินบริจาคเกือบ 1,000 ล้านบาทมีเส้นทางอย่างไร ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคหรือไม่ และระบบตรวจสอบขององค์กรสาธารณกุศลจะสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร