เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่กระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางาน (กกจ.) จัดเสวนาวิชาการ “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร” โดย ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเปิดงานว่า อย่างที่ทราบว่าเมื่อวานมี ม.44 มีการกำหนด 4 มาตรา คือ 101, 102, 119 และ 122 โดยให้เวลา 6 เดือน ในการดำเนินงานถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งในการประชุมจะเป็นการสื่อสารกันให้เข้าใจกันทุกฝ่าย โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ โดยหลังจากนี้ก็จะมีกฎระเบียบต่างๆ ออกมาเพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายต่อไป
นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า หลายคนมีคำถามว่าเพราะอะไรถึงต้องออกเป็นพระราชกำหนด เพราะอะไรถึงไม่ออกเป็นพระราชบัญญัติ จึงต้องบอกว่า เรื่องนี้เร่งด่วนหรือไม่ ก็ต้องถามว่าปัญหาแรงงานต่างด้าว ณ ขณะนี้ไม่เร่งด่วนเลย ต้องถามว่าทุกวันนี้เราเดินปนกับคนต่างด้าว โดยไม่รู้ว่าถูกกฎหมายหรือไม่ หลายคนก็บอกว่าก็เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่หากมองว่าไม่จำเป็น ก็ต้องถามว่าการขึ้นทะเบียนที่ผ่านมาถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จึงมีหลายมุมมอง แต่สำหรับราชการต้องยึดนโยบายของชาติที่วางไว้คือ ความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างแรงงานต่างด้าว รวมทั้งข้อสังเกตของประเทศคู่ค้าก็บอกว่า เรายังขาดระบบรองรับที่ถูกต้องและเหมาะสม
“นอกจากนี้ ภายในปี 2560 กระทรวงแรงงานจะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลา ขณะเดียวกันเมื่อถามว่า ในอดีตเรามีกฎหมายนี้หรือไม่ มีอยู่ 2 ฉบับ ทั้งพ.ร.บ.และพ.ร.ก. ซึ่งออกเป็น พ.รก.ในปี 2559 จึงแสดงให้เห็นว่า แรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ และล่าสุดในครั้งนี้จึงมีความจำเป็นที่ต้องรวบกฎหมายทัง 2 ฉบับมาไว้ด้วยกัน เพื่อการทำงานและสอดคล้องกับมาตรการในประเทศข้างเคียง และยังทำให้เราคุ้มครองแรงงานต่างด้าวได้มากขึ้น รวมทั้งป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ได้อีกด้วย
เรากังวลว่า หากเรายังอยู่ในสถานะเดิมๆ เราอาจจะไม่สามารถอยู่ในอันดับเทียร์ 1 หรือ 2 ได้”
อธิบดี กกจ.กล่าวอีกว่า โดยรวม พ.ร.ก.นี้มีประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ใครบางคน ซึ่งอยากให้ทุกคนได้รับทราบว่า กฎหมายนี้ไม่ใช่เพื่อใครบางคน อยากให้สื่อมีการสื่อสารตรงนี้ออกไปด้วยว่า ประโยชน์เกิดกับคนไทยทุกคน ส่วนบทลงโทษที่กำหนดไว้นั้น ที่หลายคนกังวลเรื่องโทษที่กำหนด 4 แสนบาท กรณีการใช้ลูกจ้างไม่มีใบอนุญาต หรือมีใบอนุญาตไม่ตรงตามจริง ต้องเรียนให้ทราบว่า กฎหมายนี้ไม่ได้เน้นลงโทษลูกจ้าง เพราะหากนายจ้างปฏิบัติถูกกฎหมาย ลูกจ้างก็ไม่ทำผิด ซึ่งหากนายจ้างมีสำนึกดี ไม่เอาเปรียบคนไทยส่วนใหญ่ และหากทุกคนจ้างอย่างถูกต้อง มีสำนึกในการยอมรับกฎหมายก็ไม่ต้องกลัว ดังนั้น อย่าพูดย้ำเรื่องบทลงโทษ 4 แสน หรือ 8 แสนบาท ยิ่งพูดยิ่งขายหน้า เพราะหากเราไม่ทำผิดก็ไม่ต้องกลัว

ด้าน นายวรานนท์กล่าวว่า ขอย้ำภายใน 6 เดือนนี้จะไม่ถูกลงโทษ เพื่อให้เวลาไปขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม กกจ.จะออกประกาศรองรับภายในวันนี้ โดยเชื่อว่าจะสามารถทำให้แรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้องได้อีกหลายแสนคน และยังมีการทำเอ็มโอยู (MOU) ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศภายใต้กติกากำหนด ซึ่งเข้ามาแล้วประมาณ 4 แสนคน นอกจากนี้ กกจ.จะเปิดศูนย์แจ้งแรงงานต่างด้าว โดยจะเปิดในช่วงเวลาไม่สั้นไม่ยาวเกินไป โดยจะเน้นให้นายจ้างและลูกจ้างที่อยู่กันมานานแล้ว เพื่อมาผ่านการคัดกรองของเจ้าหน้าที่ เพื่อยืนยันและออกใบอนุญาต คาดว่าจะออกในระยะเวลา 15 วันในการแจ้งความจำนง จากนั้นก็จะคัดกรอง และหากใครผ่านก็จะมารับหนังสือเพื่อไปทำเอกสารรับรองสัญชาติของตัวเองให้ถูกต้อง เบื้องต้นคุยกับทางการเมียนมาแล้ว จากนั้นจะหารือกับกัมพูชาและทาง สปป.ลาว ซึ่งไม่ต้องห่วงทุกจังหวัดจะเปิดศูนย์นี้ทั่วประเทศ โดยจะระดมเจ้าหน้าที่เป็นการเฉพาะกิจ ซึ่งใน กทม.จะเปิด 10 จุดรอบพื้นที่ โดยมีเวลา 6 เดือนในการดำเนินการออกเอกสาร ห่วงเพียงประเทศต้นทาง แต่เบื้องต้นจะหารือเพื่อทำให้ดีที่สุด คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์น่าจะดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้ได้
นายสมพงศ์ สระแก้ว ผอ.มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน LPN กล่าวว่าสำหรับแรงงานข้ามชาติในระบบทั้งหมดกว่า 2.6 ล้านคนนั้น บอกได้เลยว่ามีประมาณครึ่งหนึ่งผิดกฎหมายอยู่ใต้ดิน ทั้งปัญหาจากนายจ้าง ที่เมื่อวีซ่าหมดอายุ ใบอนุญาตหมดอายุก็ไม่ไปต่อ ดังนั้น กลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ชัดเจน โดยแรงงานเหล่านี้กลัว โดยตนได้รับโทรศัพท์ตลอด โดยเฉพาะแรงงานพม่า กังวลและบอกกล่าวปัญหาทั้งพาสปอร์ตหมด วีซ่าหมด ใบอนุญาตไม่ตรงกัน หรือบางคนก็บอกว่า 15 วันไม่ทัน บางคนไปแจ้งที่กรมการจัดหางาน ก็กลับไม่รองรับ สุดท้ายพวกเขากลับบ้านกัน แน่นอนว่า ในจำนวน 2.6 ล้านคน ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้พร้อมกลับบ้านและส่วนหนึ่งอยู่ใต้ดิน ซึ่งผลกระทบจะมีเรื่องขาดแคลน และประเด็นการดูแลแรงงานกลุ่มนี้ก็สำคัญ
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า เรื่องแรงงานนั้นต้องดูทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง สาธารณสุข ต้องดูหลายๆมิติ การคุยเรื่องแรงงานต้องกำหัวใจพูด เอาทฤษฎีพูดก็ไม่จบลง ลองเดินไปตลาดต่างๆ ลองมองดูว่าเราขาดแรงงานข้ามชาติหรือไม่ สำหรับตัวเลขขาดแคลนแรงงานนั้น มีการประเมินจากการขึ้นทะเบียนปี 2558 คณะกรรมาธิการแรงงานฯ ได้เดินทางไปพื้นที่ที่ใช้แรงงานต่างๆ ทั้งระนอง ประจวบคีรีขันธ์ ชลบุรี ซึ่งพบว่า อย่าง จ.ชลบุรี ทั้งจังหวัดกลับพบแรงงานขึ้นทะเบียนแค่ 1.5 แสนคน และล่าสุดขึ้นทะเบียนไม่ถึง 5 หมื่นคน หรือสงขลาก็ขึ้นทะเบียนไม่ถึง 50% สรุปคือ แรงงานเดิมกลับบ้านแล้ว ดังนั้น ตัวเลขที่ขาดแคลนต้องไปดูว่าปีที่แล้วแรงงานที่ขึ้นทะเบียนมีเท่าไร จริงๆ ไม่เคยบอกว่า พ.ร.ก.ไม่ดี พวกตนสนับสนุน เพียงแต่กังวลเรื่องการบังคับใช้เท่านั้น ดังนั้น จึงต้องขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการมาบรรเทา ส่วนเวลา 180 วันเพียงพอหรือไม่นั้นก็ต้องดูต่อไป
รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องทำให้ชัดคือ ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 วัน ไม่ใช่เนื้อหา พ.ร.ก. แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการการใช้กฎหมาย ซึ่งไม่มีใครวิจารณ์เนื้อหากฎหมาย ปัญหาคือ การประกาศใช้ลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ปัญหาคือ คงต้องใช้วิธีการต่างๆ รวมทั้งใช้กฎหมายด้วย ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการอำนวยความสะดวกในการหาแรงงานให้สังคมพอใช้ ดังนั้น จึงไม่ควรหลงประเด็นเรื่องเนื้อหากฎหมาย เพราะไม่มีใครถกเถียง แม้จะมีเรื่องบทลงโทษที่รุนแรง ซึ่งสังคมรับรู้เรื่องโทษ 4-8 แสนบาท ปัญหาคือผลกระทบที่ตามมาทำให้เกิดความแตกตื่น ซึ่งกระทบกระบวนการผลิตชัดเจน จึงต้องถามว่าการบริหารจัดการลักษณะนี้ถูกต้องหรือไม่ หากไม่มีความเยียวยาผ่อนปรน ก็จะคล้ายๆ ตอนรัฐประหารพบว่า แรงงานกัมพูชากลับบ้าน และกลับมาประมาณ 20% เท่านั้น
รศ.แลกล่าวว่า หากจะแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ต้องถามว่าจะแก้เพื่ออะไร ซึ่งการปรับปรุงก็เพื่อให้เป็นมาตรฐานของสหภาพยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ไทยจะตกเทียร์ จึงต้องดูว่าการใช้แรงงานของเราเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งประเด็นที่จะอยู่อันดับไหนไม่ได้อยู่ที่มีการออกกฎหมายกี่ฉบับมาควบคุม แต่เขาสนใจการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ทำไมเราไม่พูดนอกจากการออกกฎหมายเพื่อให้พ้นการคว่ำบาตร แต่เราห่วงเรื่องความมั่นคงใช่หรือไม่ ซึ่งก็ต้องออกมาตีแผ่ว่า ป้องกันหรือแก้ปัญหาความมั่นคงได้เพียงใด หรือหากแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ กฎหมายนี้จะช่วยตรงไหน อย่างไรก็ตาม หากมีอัตราบทลงโทษสูงเมื่อไร ราคาในการเลี่ยงกฎหมายก็แพงขึ้น ซึ่งต้องกลับไปดูการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมีสาเหตุอะไร คงมีหลายสาเหตุ แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็มองว่า หากปฏิบัติตามกฎหมายแพง เขาก็เลือกไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยวิธีที่ถูกกว่า ยิ่งธุรกิจขนาดเล็กการทำให้ถูกกฎหมาย ก็แพงสำหรับเขา หรือคนที่ไม่มีจิตสำนึกอย่างอธิบดีกล่าวนั้น ก็เพราะกระบวนการถูกกฎหมายยุ่งยากหรือไม่
“มาตรการเหล่านี้ ยิ่งเอื้อต่อการติดสินบน และต้องถามว่าคุณคิดหรือว่าผู้ประเมินเรื่องเทียร์ จะไม่รู้ ผมมองว่า นอกจากไม่ช่วยให้เรามีเครดิตเพิ่มขึ้น ไม่ช่วยเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้ว ผมคิดว่าความโกลาหลทั้งหลายก็กระทบความมั่นคงเช่นกัน เพราะตอนนี้ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจถูกเขย่าอย่างแรง” รศ.แลกล่าว

