3 น.ศ.ขนลุก ได้เห็นเป็นบุญตา ‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’ ชี้ ‘ศาสตร์ศิลป์ไทยไม่มีวันตาย’
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเมื่อเวลา 12.30 น. ที่บริเวณสะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลากหลายช่วงวัย ทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเฝ้าชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยมีครอบครัวของกำลังพลฝีพายเดินทางมาให้กำลังใจด้วย หลายคนเตรียมร่ม เสื้อกันฝน หมวก และพัดลมขนาดเล็ก เพื่ออำนวยความสะดวกระหว่างรอชมขบวนเรือที่เคลื่อนผ่าน

ต่อมา เวลา 15.40 น. เมื่อขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนเข้าสู่บริเวณ สะพานพระราม 8 ประชาชนที่ปักหลักรอชมต่างพากันโบกธงชาติไทยและธงพระปรมาภิไธยย่อ ว.ป.ร. และธงพระนามาภิไธยย่อ ส.ท. พร้อมกล่าวคำว่า ‘ทรงพระเจริญ’ อย่างกึกก้อง พร้อมกับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นบันทึกภาพขบวนเรือพระราชพิธีที่เคลื่อนผ่านอย่างใกล้ชิด

นายศิริภูมิ แก้วประเสริฐ อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เดินทางมาพร้อมด้วย นายปรเมศวร์ บัวมาก นักศึกษามหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายนพดล หวังอ้อมกลาง นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นเพื่อนกัน เดินทางมาจาก จ.ปทุมธานี เพื่อเฝ้าชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
นายศิริภูมิ กล่าวว่า ตั้งใจเดินทางมาเพื่อชมขบวนเรือด้วยตาตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความชื่นชอบ อีกส่วนหนึ่งมีเพื่อนชักชวน โดยตนติดตามเรื่องราวดังกล่าวอยู่แล้ว เนื่องจากเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปะความเป็นไทย เมื่อได้เห็นขบวนเรือจริงรู้สึกขนลุก ถือเป็นบุญตาที่ได้ชม เพราะเป็นโอกาสที่หาได้ยากและไม่ได้มีให้เห็นบ่อยครั้ง

นายศิริภูมิ และ นายนพดล กล่าวว่า สมัยเรียนชั้น ม.6 เคยเรียนเรื่องกาพย์เห่เรือ และเห็นภาพเรือพระที่นั่งผ่านหนังสือเรียน แต่ยังไม่เคยเห็นของจริง จึงอยากมาสัมผัสด้วยตาตัวเองว่าเรือจะงดงามเพียงใด และจะเหมือนกับภาพที่เคยเห็นหรือไม่
ด้าน นายปรเมศวร์ กล่าวว่า วันนี้รู้สึกดีใจที่ฝนไม่ตก ทำให้ได้เห็นภาพขบวนเรือที่สวยงาม โดยก่อนเดินทางมาคิดว่าฝนอาจตก จึงเตรียมเสื้อกันฝนติดตัวมาด้วย
นายศิริภูมิ กล่าวเสริมว่า ความรู้สึกในวันนี้เต็มไปด้วยความตื้นตันใจและภาคภูมิใจที่ได้เห็นศาสตร์และศิลป์ของแผ่นดิน ซึ่งมีประวัติศาสตร์สืบทอดมาอย่างยาวนาน และมองว่าศาสตร์ศิลปะและความเป็นไทยไม่มีวันตาย เพราะได้รับการสืบสานจากคนรุ่นก่อนมาจนถึงปัจจุบัน

“ถึงคนรุ่นใหม่ ‘ศาสตร์ศิลปะความเป็นไทย ไม่มีวันตาย’ มันถูกสืบสานมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน อยากให้คนรุ่นใหม่มาดูด้วยตาตัวเอง นอกเหนือจากการเห็นในหนังสือเรียนหรืออินเทอร์เน็ต เพราะของจริงมีความงดงาม มีความขลัง และทำให้รู้สึกขนลุก เป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก อยากให้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเอง” นายศิริภูมิกล่าว
ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธี ได้ทางสถานีโทรทัศน์ NBT 2 HD ช่อง 2 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย FM 92.5 MHz และเครือข่ายวิทยุทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ Facebook และ YouTube กรมประชาสัมพันธ์, NBT Connext และเพจพระลาน



