ประชารัฐเพื่อสังคม รวมพลังสร้างรากฐานประเทศ

6.07.17 | 11:29 น.

“การที่รัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ประชารัฐ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก ได้สร้างจุดเปลี่ยนใหญ่ของไทย 2 เรื่องคือ 1.เปลี่ยนทิศทางการพัฒนา จากเดิมเราพัฒนาแต่ข้างบน แต่เมื่อข้างบนไม่มีฐานรองรับก็พังลงๆ เหมือนเจดีย์ที่แข็งแกร่งต้องสร้างบนฐานที่ใหญ่และแข็งแรง ซึ่งฐานรากในที่นี้คือสังคม หากเราสร้างความเข้มแข็งตรงนี้ ประเทศจะมั่นคงและแก้ปัญหาต่างๆ ได้หมด 2.สร้างความร่วมมือของทุกฝ่าย จากเดิมที่ทุกคนคิดว่าการพัฒนาประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ด้วยสังคมซับซ้อนขึ้นทุกวัน รัฐจึงพัฒนาเพียงลำพังไม่ได้ ฉะนั้นการประกาศยุทธศาสตร์นี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่หากทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันได้ จะก่อเกิดพลังมหาศาลแก่แผ่นดิน”

คำกล่าวสำคัญจาก นพ.ประเวศ วะสี ที่ปรึกษาคณะทำงาน ในการประชุมคณะทำงานประชารัฐเพื่อสังคม (อี 6) ครั้งที่ 2/2560 ซึ่งมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐ, นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานอาวุโสหอการค้าไทย ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคประชาสังคม รวมถึงคณะทำงาน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกว่า 150 คน ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

คณะทำงานอี 6 เริ่มดำเนินการมาประมาณ 7 เดือน โฟกัส 5 ประเด็นหลัก ซึ่งในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าที่สำคัญและข้อเสนอที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของคนพิการ สามารถจ้างงานคนพิการเพิ่มขึ้นในบริษัทกลุ่มประชารัฐ 7,500 ตำแหน่ง ขณะเดียวกันเตรียมเสนอไปยังกรมสรรพากร ให้สนับสนุนมาตรการทางภาษีกับภาคเอกชนที่ส่งเสริมอาชีพผู้พิการ 2.การส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำของผู้สูงอายุ สามารถส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และอาชีพอิสระได้ถึง 32,842 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 84 จากเป้าหมายต้องทำให้ได้ 39,000 คน ในปี 2560 ขณะเดียวกันเสนอไปยังกระทรวงการคลัง ให้ทบทวนมาตรการทางภาษีกับภาคเอกชนที่ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท เป็นสามารถขอลดหย่อนได้ไม่ว่าผู้สูงอายุจะมีรายได้เท่าไหร่ แต่สามารถขอลดหย่อนได้ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท

3.การออมเพื่อการเกษียณอายุ เตรียมเสนอให้สถาบันการเงินต่างๆ มาร่วมกันสร้างแรงจูงใจการออม 4.ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัย เตรียมเสนอรัฐบาลเพิ่มมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง/ซ่อมแซม/สร้าง ที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ และมาตรการจูงใจให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในการสร้างและพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และ 5.ความปลอดภัยทางถนน เตรียมเสนอให้มีกฎหมายบังคับให้ทุกองค์กรมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน (จปถ.) ในการรับผิดชอบความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนนของบุคลากรในและนอกงาน และนำไปสู่มาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน

Advertisement

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินงานของคณะทำงาน E6 มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการจ้างงานผู้พิการและผู้สูงอายุ มีอัตราการจ้างงานมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันก็มีหน่วยงาน องค์กรใหม่ๆ สนใจเข้ามาร่วมและขยายการดำเนินงาน อย่างกลุ่มบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งนายชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้มาร่วมนำเสนอรูปแบบการทำงานด้านการจ้างงานผู้พิการ ผู้สูงอายุ และการร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ดำเนินงานร่วมกับบริษัทเอกชนในประเทศจนประสบความสำเร็จแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐเพื่อสังคม

“ผมได้มอบหมายให้คณะทำงาน E6 ไปศึกษาเพิ่มเติมประเด็นปัญหาในระดับพื้นที่ ทำอย่างไรให้ระดับชุมชนมีคุณภาพชีวิต ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ซึ่งต้องเกิดจากความร่วมมือทุกฝ่าย และเมื่อมีแนวทางชัดเจนแล้ว จะเป็นหน้าที่กระทรวงการคลังไปพิจารณาว่าจะมีการสนับสนุนอย่างไร เช่น มาตรการช่วยเหลือด้านภาษี เพื่อเป็นการจูงใจให้หน่วยงาน องค์กรเหล่านี้ร่วมเป็นภาคีขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในระดับชุมชนพื้นที่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ผมยังฝากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้เรียกบริษัทที่จดทะเบียน 500 กว่าแห่ง จัดประชุมสัมมนาเพื่อชี้เป้าว่าบริษัทเอกชนแต่ละแห่งสามารถช่วยเหลือประเทศแก้ไขปัญหาสังคมในประเด็นใดได้บ้าง เพราะถึงเวลาแล้วจะต้องมาร่วมมือกัน” ดร.สมคิดกล่าว

ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานอาวุโสหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนจะขยายความร่วมมือไปยังเครือข่ายนอกกลุ่มประชารัฐเพื่อสังคม ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สมาคมการค้า ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาค รวมถึงขยายความร่วมมือกับบริษัทต่างประเทศในประเทศไทย โดยเฉพาะการขยายการจ้างงานคนพิการ ผู้สูงอายุ สร้างบ้านคนจน และการสนับสนุนทำงานเชิงพื้นที่ เราจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจและสังคมไทย แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้รัฐสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนที่จะเข้ามาด้วย

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ภาคประชาสังคมทำหน้าที่สนับสนุนงานวิชาการ อย่างการศึกษาแนวทางการพัฒนากลไกระบบการคลังเพื่อสังคม เพื่อหาแนวทางความร่วมมือจากภาคเอกชน ในการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานด้านพัฒนาสังคม รวมถึงการประสานงานเครือข่ายให้มาร่วมทำงานใน 5 ประเด็นดังกล่าว ตลอดจนประเด็นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ อาทิ การสร้างจิตอาสาประชารัฐทุกอำเภอทั่วประเทศ ซึ่ง สสส.จะประสานสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เปิดอบรมสร้างจิตอาสา ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญประสานงานประชารัฐอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคตให้ครบทุกอำเภอ, การเตรียมจัดตั้งกองทุนชุมชน ในการเชื่อมงานระดับตำบล 8 พันกว่าแห่งที่เป็นงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับประชารัฐต่อไป

“ส่วนตัวคิดว่า 1 ปีที่ผ่านมาเห็นความก้าวหน้าทั้ง 3 ภาคส่วน ได้แก่ รัฐ เอกชน ประชาสังคม เราต่างมีจุดแข็ง จุดอ่อน วัฒนธรรมการทำงานแตกต่างกัน เราได้เรียนรู้และสร้างความสำเร็จร่วมกัน ทั้งนี้ การได้มาประสานงานกันในกลุ่มอี 6 จากทั้งหมดมี 12 กลุ่ม ซึ่งเห็นความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าเดินต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าจะเป็นการทำงานปกติของ 3 ภาคส่วน ที่จะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องต่อไป” ดร.สุปรีดากล่าวทิ้งท้าย

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผจก.กองทุน สสส