รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมระบุว่า ในส่วนของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้จัดทำข้อเสนอการปฏิรูปกิจการตำรวจ ได้เห็นชอบรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจที่มีนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานคณะอนุกรรมการ เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและส่งข้อเสนอดังกล่าวไปยังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ข้อเสนอของ กพยช.นั้น ได้วิเคราะห์สภาพปัญหา พร้อมกับจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบการสอบสวน ระบบงาน นิติวิทยาศาสตร์ อำนาจหน้าที่และภารกิจของตำรวจ ระบบการบริหารงานบุคคล และระบบค่าตอบแทน
รายงานข่าวระบุว่า สำหรับรายงานเสนอของทาง กพยช.มีทั้งหมดประมาณ 190 หน้า โดยศึกษารวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะ รายงานทางวิชาการ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับกิจการตำรวจของไทย และข้อมูลกิจการตำรวจของต่างประเทศ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างและเพื่อสนับสนุนให้การวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อเสนอแนะมีความรอบด้านมากที่สุด สำหรับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจได้พิจารณากำหนดกรอบการปฏิรูปกิจการตำรวจไว้ใน 5 ด้าน คือ 1.การพัฒนาระบบการสอบสวน 2.การพัฒนาระบบงานนิติวิทยาศาสตร์ 3.การพัฒนาอำนาจหน้าที่และภารกิจของตำรวจ 4.การพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคล และ 5.การพัฒนาระบบค่าตอบแทน
มุ่งพัฒนาสถานีตำรวจเป็นหัวใจ
ทั้งนี้ ในรายงานยังระบุว่า การพัฒนาในทุกด้านจะมุ่งไปที่การพัฒนาสถานีตำรวจถือเป็นหัวใจ ของงานการรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยความยุติธรรม และปรับเปลี่ยนทัศนคติของการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจจากผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นผู้ให้บริการประชาชน โดยมีสถานีตำรวจเป็นหน่วยบริการ การวิเคราะห์สภาพปัญหาในแต่ละด้านเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอในการปฏิรูปกิจการตำรวจ
โดยสรุปได้คือ 1.ในส่วนกรอบการพัฒนาระบบการสอบสวน จากผลการวิเคราะห์สภาพปัญหา พบว่า ขอบเขตงานสอบสวนและอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน เป็นแต่เพียงภาพรวมกว้างๆ และอาจส่งผลให้การสร้างความชำนาญในคดีบางประเภท ไม่มีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของประชาชน พนักงานสอบสวนยังขาดความเหมาะสมกับตำแหน่งการบริหารจัดการงานสืบสวนสอบสวนยังไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดีพอที่จะรับมือกับอาชญากรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม รวมทั้งค่าตอบแทนที่พนักงานสอบสวนได้รับยังไม่เหมาะสม ขาดแคลนงบประมาณเพื่อการสืบสวนสอบสวน การบริหารงานบุคคล ของพนักงานสอบสวนยังอิงอยู่กับระบบ ชั้นยศ และระบบการแต่งตั้ง ขาดหลักประกันความเป็นอิสระในการทำงานของพนักงานสอบสวน ขาดกลไกระดับชาติในการดูแลงานสอบสวน

2.ส่วนการพัฒนาระบบงานนิติวิทยา ศาสตร์ พบการกระระจายตัวของงบประมาณและขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นองค์รวม คุณภาพของบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่อาจมีความผิดแผกแตกต่างกัน ห้องปฏิบัติการที่กระจายตัวอยู่ในมิติของพื้นที่และในมิติของหน่วยงานนั้นยังขาดการบูรณาการ ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงการบริการตรวจพิสูจน์ของรัฐได้มากเท่าที่ควร การขาดแคลนอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางดิจิทัล งบประมาณที่จำกัด
3.การพัฒนาอำนาจหน้าที่และ ภารกิจของตำรวจ พบว่าอำนาจหน้าที่และภารกิจของตำรวจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การบริหารงานแบบรวมศูนย์ การปฏิบัติงานที่ทับซ้อนกัน
กำหนดกลุ่มสายงาน-ความก้าวหน้า
4.การพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคล ผลการวิเคราะห์สภาพปัญหา พบว่า การกำหนดกลุ่มสายงานและความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) ยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด การผลิตและการพัฒนาบุคลากรขาดทิศทางที่เป็นเอกภาพ และอาจไม่สอดคล้องกับภารกิจ มีการกล่าวว่าการแต่งตั้งโยกย้ายยังมีปัญหาในเรื่องคุณธรรมอยู่บ้าง
และ 5.การพัฒนาระบบค่าตอบแทน พบว่า กระบวนการลงโทษที่เด็ดขาดต่อข้าราชการตำรวจที่กระทำความผิดไม่เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนหรือสังคมโดยทั่วไป ค่าตอบแทนและสวัสดิการของข้าราชการตำรวจในปัจจุบันไม่มีความเหมาะสม ข้อจำกัดด้านงบประมาณในภาพรวมของทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผลวิเคราะห์สภาพปัญหานั้นคณะอนุกรรมการฯได้นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป ดังนี้ การพัฒนาระบบการสอบสวน ข้อเสนอในการปฏิรูป จัดทำกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานสอบสวน
การพัฒนาระบบงาน นิติวิทยาศาสตร์ เสนอควรกำหนดขอบเขตการนำนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาให้สอดคล้องกับแนวคิดตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พัฒนากลไกเครื่องมือการปฏิบัติงานนับแต่กระบวนการเก็บ การตรวจ และการนำไปใช้ในฐานะพยานหลักฐานในชั้นศาล พัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน พัฒนามาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่น ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในงานนิติวิทยาศาสตร์ พัฒนากฎหรือระเบียบที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนงานนิติวิทยาศาสตร์
การพัฒนาอำนาจหน้าที่และภารกิจของตำรวจ ข้อเสนอในการปฏิรูป ทบทวนกรอบภารกิจหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 6 ส่งเสริมความร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจร่วมกับชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บริหารจัดการภารกิจให้มีความยืดหยุ่นโดยใช้อำนาจของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ อำนาจหน้าที่ ภารกิจ และห้วงเวลา ให้สถานีตำรวจเป็นจุดศูนย์กลางในการจัดการภารกิจและการบริการประชาชน จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีแก่การจัดการภารกิจที่เพียงพอและเหมาะสม
ก.ตร.ต้องสัมพันธ์คก.นโยบายตร.
ส่วนการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคล ข้อเสนอในการปฏิรูป คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะต้องมีบทบาทสัมพันธ์กับคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อการบริหารงานบุคคลที่สอดรับกับการจัดการภารกิจ การพัฒนาระบบธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งโยกย้าย กำหนดอัตรากำลังและตำแหน่งที่สอดคล้องกับภารกิจ พัฒนาสถาบันเพื่อการผลิตและพัฒนาความรู้ความเชี่ยวชาญของตำรวจทั้งระบบ สร้างหลักประกันในเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ (Career Path)
สำหรับการพัฒนาระบบค่าตอบแทน ข้อเสนอในการปฏิรูปพัฒนา ระบบค่าตอบแทนที่มีความสัมพันธ์กับภารกิจอำนาจหน้าที่ และการบริหารงานบุคคลอย่างมีความยืดหยุ่น เพื่อยกระดับค่าตอบแทนที่เหมาะสม พัฒนาความร่วมมือในการบริหารจัดการภารกิจร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความร่วมมือในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่ข้าราชการตำรวจ

