พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา บนหลักการเหตุผลที่ว่ากฎหมายเดิมคือ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 ถูกใช้มานานกว่า 25 ปี เริ่มไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้การควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจากพิษภัยยาสูบไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควร
สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว มีหลายมาตราที่น่าสนใจ อาทิ
มาตรา 26 ห้ามผู้ใดขายหรือให้ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอายุของผู้ซื้อหรือผู้รับการให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ให้ผู้ขายหรือผู้ให้ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาสูบแจ้งให้บุคคลดังกล่าวแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานอื่นที่แสดงอายุของบุคคลนั้นก่อน แล้วแต่กรณี และห้ามผู้ใดใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้บุคคลอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ขายหรือให้ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาสูบ
มาตรา 27 ในการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยผู้ขายปลีก ห้ามผู้ขายปลีกกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่ ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยใช้เครื่องขาย ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบนอกสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตขายยาสูบ ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยแจก แถม ให้ หรือแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ยาสูบกับสินค้าอื่น การให้บริการ หรือสิทธิประโยชน์อื่น แล้วแต่กรณี ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยกระทำการในลักษณะที่แสดงถึงการลดราคาผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ จุดขาย ขายสินค้าหรือให้บริการโดยมีการแจก แถม ให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือแลกเปลี่ยนกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ แล้วแต่กรณี เร่ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ ให้หรือเสนอให้สิทธิในการเข้าชมการแข่งขัน การแสดง การให้บริการ การชิงโชค การชิงรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทนแก่ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือแก่ผู้นำหีบห่อหรือฉลากหรือสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบมาแลกเปลี่ยนหรือแลกซื้อ และแสดงราคาผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ จุดขายในลักษณะจูงใจให้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ
สำหรับสถานที่การจำหน่ายนั้น ในมาตรา 29 ห้ามผู้ใดขายผลิตภัณฑ์ยาสูบในวัดหรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา สถานบริการสาธารณสุข สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และร้านขายยาตามกฎหมายว่าด้วยสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก และสถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ อาจประกาศกำหนดระยะห่างจากสถานที่ตามวรรคหนึ่ง เพื่อมิให้มีการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบภายในระยะห่างดังกล่าวก็ได้ ในการนี้ ให้มีการจัดทำเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ให้ทราบถึงเขตพื้นที่ที่กำหนดดังกล่าวด้วย
มาตรา 30 ห้ามผู้ใดโฆษณาหรือทำการสื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ มาตรา 31 ห้ามผู้ใดแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ แสดงชื่อหรือเครื่องหมายของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือแสดงสัญลักษณ์หรือสิ่งอื่นใดโดยทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าเป็นชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือชื่อหรือเครื่องหมายของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ ทั้งนี้ เพื่อการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบ ในกรณี อาทิ ในสิ่งพิมพ์ เทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือป้ายโฆษณา ในโรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ หรือในการแสดง การละเล่น การประกวด การแข่งขัน การให้บริการ หรือการประกอบกิจกรรมอื่นใดในลักษณะเดียวกัน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเพิ่มโทษกับผู้ฝ่าฝืนทั้งจำคุกและปรับรุนแรงขึ้น
การใช้กฎหมายบนความคาดหวังลดจำนวนสิงห์อมควันจะเป็นไปได้มากน้อยอย่างไร ยอดพล เทพสิทธา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มีมุมมองว่า ปัจจุบันมีกฎเกณฑ์เข้มงวดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประเภทยาสูบและสุราค่อนข้างสูง แต่ถามว่ามีปริมาณการบริโภคลดลงหรือไม่ ถ้ามองตามสถิติไม่ได้ลดลง ตัวกฎหมายที่ออกมาอาจจะช่วยเรื่องการเข้าถึงยากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้จำนวนหายไปจากการเข้าถึงยากขึ้น
ต้องเข้าใจธรรมชาติคนติดบุหรี่จะต้องดิ้นรนหามาให้ได้ อย่างห้ามคนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อบุหรี่ ก็อาจจะฝากคนที่อายุมากกว่าซื้อก็ได้ ต้องว่ากลไกการบังคับใช้กฎหมายจริงจังแค่ไหน ในต่างประเทศ กฎหมายยาสูบบังคับใช้ค่อนข้างเด็ดขาด มีการตรวจบัตรประชาชน ส่วนการโฆษณาที่มีการกำหนดโทษค่อนข้างสูง ความจริงเราก็ไม่เห็นโฆษณายาสูบมานานมากแล้ว สิ่งที่น่าจะคิดคือ ทำอย่างไรเพื่อลดจำนวนคนที่สูบอยู่แล้วลงมากกว่า หากทำได้ จำนวนการเห็นการสูบบุหรี่จะน้อยลง จำนวนนักสูบหน้าใหม่ก็จะน้อยลงตามมาเอง
ขณะที่ นพ.สุเทพ เพชรมาก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักคือต้องการลดนักสูบหน้าใหม่ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนให้น้อย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น โดยตั้งเป้าว่าจะต้องลดนักสูบในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-18 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 9 เหลือร้อยละ 8 ให้ได้ภายในปี 2568 ซึ่งการออกกฎหมายจำเป็นต้องมีมาตรการในการปฏิบัติออกมาด้วย เพื่อให้แผนเป็นไปตามเป้าหมาย หลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการ ขณะนี้มีการให้ความรู้การบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการห้ามขายบุหรี่แบ่งมวน การห้ามขายในเยาวชนอายุ 20 ปี
กรมควบคุมโรคได้ทำงานร่วมกับกรมสรรพสามิตผู้ออกใบอนุญาตขายให้แก่ผู้ค้า จะมีการย้ำว่าหากจำหน่ายต้องปฏิบัติอย่างไร มีการตั้งทีมระดับอำเภอให้ความรู้ในจุดนี้ถึงระดับร้านค้าที่มีการจำหน่ายบุหรี่กว่า 6 แสนราย ซึ่งรวมทั้งร้านค้าปลีก และร้านขนาดใหญ่ รวมถึงบทลงโทษ จากมาตรการเพื่อลดการจำหน่ายและการเข้าถึงการสูบของเด็กและเยาวชน คาดว่าจะลดนักสูบหน้าใหม่ลงได้ รวมทั้งผู้สูบเดิมเมื่อมีการรณรงค์ก็อาจทำให้ลดการสูบบุหรี่ลง และอาจเลิกบุหรี่ได้ในอนาคต
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ให้ข้อมูลว่า จากสถิติวิเคราะห์ของนักวิชาการองค์การอนามัยโลก โดยเฉลี่ยเมื่อคนไทย 1 คนตายด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ จะยังมีผู้ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่อีก 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันมีคนไทยที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ถึง 51,651 คนต่อปี หมายความว่ามีคนไทยมากกว่า 1 ล้านคนที่ป่วยจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ นับเป็นความสูญเสียมหาศาลทั้งด้านค่ารักษาพยาบาล เพิ่มภาระความแออัดในสถานพยาบาล โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยหนักซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลสูงมาก เพื่อบำบัดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคถุงลมโป่งพอง
ทุกฝ่ายจึงต้องเร่งรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ผู้สูบบุหรี่จำเป็นต้องเลิกสูบทันทีหรือโดยเร็วที่สุด โดยเริ่มต้นจากการไม่สูบบุหรี่ในบ้านเพื่อทำให้เลิกง่ายขึ้น

