ภก.พิพัฒน์ นิยมการ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า ในประเทศไทยปัจจุบันมีประชากรที่เป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียประมาณ 18-24 ล้านคน และพบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียอีก 630,000 คน โดยผู้ป่วยที่มีภาวะเหล็กเกินจะต้องได้รับยาขับเหล็กประมาณ 60,000 คน ซึ่งแนวทางการรักษานั้น หากโรคมีความรุนแรงจะต้องได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก ให้เลือดและยาขับธาตุเหล็ก ตัดม้าม หากรุนแรงปานกลางจะต้องมีการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็ก ตัดม้าม และหากมีอาการรุนแรงน้อยก็จะมีการให้เลือดและยาขับธาตุเหล็ก ซึ่งผู้ป่วยส่วนหนึ่งต้องถ่ายเลือดเป็นประจำ และเมื่อได้รับเลือดจะทำให้มีธาตุเหล็กเกินจำเป็นจึงต้องได้รับยาขับเหล็ก ถึงแม้จะไม่ได้รับเลือด ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ก็มีภาวะเหล็กในร่างกายสูงกว่าปกติ เนื่องจากได้รับธาตุเหล็กจากการดูดซึมจากอาหาร ทำให้เกิดภาวะเหล็กเป็นพิษ และอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ภก.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ประมาณปี 2544 ยาขับเหล็กที่มีใช้อยู่เดิมเป็นยาชนิดฉีด มีราคาแพง และต้องให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ยาก และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาขับเหล็กที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเช่นกัน ราคากิโลกรัมละประมาณ 40,000 บาท และมีแหล่งผลิตที่จำกัด อภ. จึงได้วิจัยพัฒนายาขับเหล็ก ชนิดรับประทานที่มีชื่อสามัญว่า ดีเฟอรีโฟรน (deferiprone) อย่างครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2545 ตั้งแต่การสังเคราะห์วัตถุดิบจนถึงผลิตเป็นยาเม็ด และยาน้ำรับประทาน จนได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเรียบร้อยแล้ว โดยยาดังกล่าวได้ผ่านการศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาแบบสหสถาบันในโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ โดยอภ.เป็นผู้สนับสนุนยาและงบประมาณเกือบ 10 ล้านบาท อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลนครปฐม และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี จนได้รับการยืนยันประสิทธิผลการรักษาเทียบเท่ากับยาต้นแบบ โดยยามีราคาเพียงเม็ดละ 3.50 บาท ในขณะนั้นที่ยาต้นแบบมีราคาเม็ดละ 60-70 บาท จึงช่วยให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงยามากขึ้น จนปัจจุบันยาดังกล่าวยังมีการขึ้นทะเบียนและจำหน่ายในประเทศมาเลเซีย เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม บรูไน และกัมพูชาแล้ว นอกจากนั้นยังได้ทำการวิจัยพัฒนาและผลิตขึ้นทะเบียนยาขับเหล็กชนิดน้ำขึ้นมาอีก 1 ตำรับ สำหรับเด็กเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาองค์การเภสัชกรรมได้สนับสนุนยาเม็ดขับเหล็กเกินผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยตามคำวินิจฉัยของแพทย์
“ล่าสุดเพื่อให้ผู้ป่วยรับประทานยาได้ง่ายขึ้น อภ.จึงได้วิจัยยาขับเหล็กยาเม็ด Deferasirox ขนาด 250 mg ซึ่งมีความสะดวกในการรับประทานมากขึ้นโดยรับประทานเพียงวันละ 1 ครั้ง ต่างจากเดิมซึ่งจะต้องรับประทานวันละ 3 – 4 ครั้ง ซึ่งยาชนิดนี้ปัจจุบันต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในราคาเม็ดละ ประมาณ 500 บาท ซึ่งคิดเป็นค่ายาจะตกเดือนละ15,000 บาทต่อคน ซึ่งยาตัวใหม่นี้อภ.คาดว่าจะสามารถผลิตเป็นยาออกมาใช้รักษาผู้ป่วยได้ประมาณปี 2563 ราคาจะถูกลงกว่ายานำเข้าจากต่างประเทศอย่างแน่นอน” ภก.พิพัฒน์ กล่าว

