“อยากให้กฎหมายบังคับใช้ได้จริง..”
“ก็ดีนะ..จะได้ลดการเข้าถึงบุหรี่ของวัยรุ่น..”
“น่าจะดี จะได้แก้ปัญหาเด็กๆสูบบุหรี่กันเยอะ..”
ตัวอย่างมุมมองที่มีต่อพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ซึ่งเพิ่งบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้เป็นการรวมกันของ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 ซึ่งใช้มานานกว่า 25 ปี เพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลยาสูบ ลดการเข้าถึงนักสูบหน้าใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การติดบุหรี่ในอนาคต และก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ ส่งผลเสียต่อสุขภาพและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
งานนี้จึงเกิดคำถามว่า แล้วพ.ร.บ.ฉบับใหม่จะลดการเข้าถึงบุหรี่ของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในชุมชนเมือง ที่ปัจจุบันเข้าถึงแสนง่าย ไม่ว่าจะเป็นร้านโชห่วย ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ได้อย่างไร

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ หรือน้องอัฟ ประธานเครือข่ายยุวทัศน์กรุงเทพมหานคร มองว่า พ.ร.บ.นี้มีประโยชน์แน่ๆ และช่วยลดปัญหาการเข้าถึงการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นได้ โดยเฉพาะเนื้อหาสาระหลักๆ คือ การห้ามแบ่งขายบุหรี่ และการห้ามขายกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี รวมทั้งการห้ามใช้จ้างวานหรือยินยอมให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีขายบุหรี่ สิ่งเหล่านี้เมื่อมีกฎหมายควบคุมจะช่วยลดการเข้าถึงของเด็กและเยาวชนได้ เพียงแต่สิ่งสำคัญภาครัฐ โดยเฉพาะกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ต้องออกมาตรการหรือแนวทางในการบังคับใช้อย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่า การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ก็แทบไม่เคยมีข่าวการจับปรับเลย ดังนั้น หากมีการบังคับใช้จริงจังก็จะลดปัญหาได้แน่นอน

“อยากให้มีกฎหมายลูกหรือมาตรการที่ออกมาควบคุมร้านค้าโชห่วยในเรื่องการแบ่งขายมวนบุหรี่ เนื่องจากมองว่าร้านสะดวกซื้อ ส่วนใหญ่ปฏิบัติตาม เพราะจากการลงพื้นที่ในเครือข่ายก็พบว่าไม่มีการละเมิดมากนัก แต่ร้านโชห่วย ที่อยู่ในชุมชนต่างๆ อาจจะตรวจสอบได้ไม่ทั่วถึง นอกจากกฎหมายนี้แล้ว ต้องมีปัจจัยอื่นๆ อย่างภาษีบุหรี่ต้องเก็บเต็มเพดาน เพราะหากราคาแพง เด็กๆจะเข้าถึงยิ่งยากขึ้น ที่สำคัญกรมควบคุมโรค(คร.) ต้องมีการกวดขันเจ้าพนักงานในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น ขณะเดียวกันอาจมีคู่มือในการบังคับใช้กฎหมายออกมาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีโอกาสหารือกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งทางผู้บริหารสงสัยว่าในเรื่องการปรับเงิน เมื่อปรับแล้วจะต้องส่งเงินให้ใครอย่างไร หรือมีคู่มืออย่างไรออกมาบ้างหรือไม่ เป็นต้น โดยโทษปรับตนมองว่าดีมาก เพราะปรับสูงขึ้นจาก 2 พันบาทเป็น 5 พันบาท ” นายพชรพรรษ์ กล่าว
น.ส.สว่างวงศ์ คงทองประเสริฐ หรือน้องหญิง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสตรีวิทยา พุทธมณฑล เป็นอีกเยาวชนที่ให้ความสนใจรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในโรงเรียน มองว่ากฎหมายนี้จะมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะการควบคุมการแบ่งมวนบุหรี่ขาย เนื่องจากทำให้เด็กๆเข้าถึงง่ายเกินไป เนื่องจากเมื่อเป็นซองบุหรี่ขายเป็นซอง เด็กอาจไม่มีเงินพอ แต่เมื่อแบ่งเป็นมวนๆ ขายแค่ 3 มวน 20 บาทก็ซื้อกันแล้ว ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องดีที่มีการควบคุม แต่จะดีกว่านี้หากมีการบังคับใช้อย่างจริงจังด้วย ซึ่งทางกลุ่มยินดีให้การสนับสนุน รณรงค์ภายในเพื่อนนักเรียนเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้
“การที่เพื่อนนักเรียนสื่อสารกันเองเป็นสิ่งที่ดีมากในการช่วยกัน บอกต่อๆกันถึงพิษภัยบุหรี่ เพราะปัญหาที่เด็กและเยาวชนเริ่มสูบนั้น มาจากความไม่รู้ และอยากรู้อยากลอง เนื่องจากไม่มีใครบอกเขาอย่างจริงจัง หรือเพื่อนๆแนะนำกัน ดังนั้น พวกหนูจึงคิดว่าการรณรงค์เริ่มจากในโรงเรียน เพื่อนบอกเพื่อนก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดการเข้าถึงยาสูบได้ นอกจากนี้ ส่วนตัวเห็นว่าควรมีกฎหมายลูกหรือมาตรการใดๆออกมาควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าด้วย เพราะหากได้ริลอง ก็จะเป็นจุดเริ่มของการสูบบุหรี่ที่เป็นยาสูบและจะติดในที่สุด” น.ส.สว่างวงค์ กล่าว

เมื่อกฎหมายออกมาแล้วก็ลองมาดูเนื้อหาสาระ หลักๆ มี 10 ข้อ โดย 9 ข้อเป็นของใหม่ อีก 1 ข้อเพิ่มเติมโทษ ดังนี้ 1.ห้ามขายหรือให้บุหรี่แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 20ปี 2.ห้ามผู้ใดใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี ขายหรือให้บุหรี่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท 3.ห้ามแบ่งขายบุหรี่แบบแยกมวน ต้องขายแบบทั้งซอง หากฝ่าฝืนเรื่องนี้มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท 4.ห้ามตั้งโชว์หรือแสดงผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ สถานที่ขายให้ผู้ซื้อหรือประชาชนมองเห็น ปรับไม่เกิน 40,000 บาท
5.ห้ามโฆษณา/สื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท 6.สถานที่ห้ามขาย ผลิตภัณฑ์ยาสูบ วัด/สถานปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา สถานพยาบาล/ร้านขายยา สถานศึกษา และสวนสาธารณะ สวนสัตว์ สวนสนุก หากสูบบุหรี่มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท 7.ห้ามอุปถัมภ์ สนับสนุนกิจกรรมCSR จะมีโทษดังนี้ ผู้ประกอบการ/ผู้รับจ้างจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินกึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายในกิจกรรมแต่ไม่ต่ำกว่า 1,500,000 บาท ส่วนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
8.ห้ามสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งกฎหมายเดิมปรับ 2,000 บาท 9.เจ้าของ ผู้จัดการ ผู้รับผิดชอบ สถานที่สาธารณะปลอดบุหรี่ มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนห้ามสูบบุหรี่ ควบคุมไม่ให้มีการสูบ หากไม่ทำมีโทษปรับไม่เกิน 3,000 บาท และ10.ห้ามผู้ขายปลีก ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบด้วยวิธีการ อาทิ ขายโดยใช้เครื่องขาย ขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน3 เดือนปรับไม่เกิน30,000 บาท
การเข้าถึงการสูบได้น้อยลง ไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่เด็กๆเยาวชนต้องตระหนักรู้ถึงพิษภัยเองด้วย
จึงจะดีที่สุด..

