ตามที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กปี 2532 ที่ไทยเป็นภาคี ระบุสิทธิ 4 ประการในการไม่เลือกปฏิบัติและเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หนึ่งในนั้นคือสิทธิการมีส่วนร่วม ซึ่งไทยเริ่มปฏิบัติตามเป็นลำดับ
ตั้งแต่ปี 2547 ที่เริ่มนำร่องตั้งสภาเด็กและเยาวชนระดับจังหวัด 4 แห่ง ได้แก่ เชียงราย สตูล สุรินทร์ และปราจีนบุรี ต่อมาปี 2548 เริ่มจัดตั้งสภาเด็กฯระดับชาติ แต่ไม่มีกฎหมายรับรอง
จนปี 2550 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน พ.ศ.2550 เกิดเป็นสภาเด็กฯอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ระดับอำเภอ 878 แห่ง ระดับจังหวัด 77 แห่ง และระดับชาติ
จากนั้นปี 2553 กระทรวงมหาดไทยมีมติขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตั้งสภาเด็กฯระดับตำบล 4,000 แห่ง
กระทั่งปี 2560 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชน พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ซึ่งมีเรื่องใหม่คือ การจัดตั้งสภาเด็กฯระดับตำบลให้ครบ 7,775 แห่ง จึงเป็นโอกาสมาทำความรู้จัก วิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ไทยได้ดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เพราะตระหนักว่าเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของชาติ จึงปรับปรุงแก้ไขกฎหมายจนได้ประกาศดังกล่าว มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้สภาเด็กฯระดับตำบล/เทศบาลภายใน 120 วัน และกำหนดให้มีสภาเด็กฯระดับเขตในกรุงเทพมหานครภายใน 150 วัน โดยกฎหมายกำหนดให้เด็กเลือกกันเองว่าจะใช้วิธีแบบไหน โดยมี อปท. อบต. กทม. ดย. คอยให้คำแนะนำและจัดหาสถานที่ให้
ทั้งนี้ ถือว่าเด็กทุกคนในตำบลเป็นสมาชิกสภาเด็กฯ มีสิทธิมีเสียงเลือกกรรมการและประธานสภาเด็กฯตำบลที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปี ทั้งคณะมีได้ 21 คน ซึ่งประธานและกรรมการบริหารสภาเด็กฯระดับตำบลนี้ จะไปเป็นสมาชิกระดับอำเภอ และต่อไปยังระดับจังหวัด และคัดเลือกเป็นระดับประเทศต่อไป
กฎหมายปรับปรุงใหม่นี้จะทำให้เยาวชนมีเวทีพูดคุยถึงสิ่งที่อยากทำ ไม่ว่าจะกับกลุ่มตัวเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติ โดยมีงบประมาณมาสนับสนุน ขณะที่ ดย.ยังเตรียมต่อยอดให้สภาเด็กฯระดับตำบลเหล่านี้ เป็นตัวเชื่อมให้เกิดความสามัคคีปรองดองในประเทศขึ้นได้ เราเชื่อว่าพวกเขาจะเข้ามาเป็นพลัง วิทัศน์กล่าว
กฎหมายใหม่ยังให้หน่วยงานในพื้นที่จัดทำแผนส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนชาติ พร้อมสนับสนุนงบประมาณเป็นครั้งแรก ซึ่งระยะแรก ดย.จะช่วยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ก่อนจะเริ่มถ่ายโอนภารกิจและเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ให้ อปท. อบต. ดูแลเด็กและเยาวชนในพื้นที่เองภายใน 5-6 ปี
ด้าน ปุณณพัทธ์ อรุณิชย์ตระกูล ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาเด็กฯแต่ละระดับก็มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน อย่างระดับพื้นที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการมีส่วนร่วม ระดับจังหวัดประสานงานกับรัฐ ส่งข้อมูล เสนอสถานการณ์ต่างๆ และระดับประเทศส่งต่อข้อเสนอแนะ ประสานงานให้เกิดกิจกรรมระดับจังหวัดพื้นที่ ทำให้มีนโยบายตามข้อเสนอ ซึ่งการมีสภาเด็กฯระดับตำบล เชื่อว่าจะเปิดโอกาสให้เด็กระดับล่างมีบทบาทและมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มั่นใจว่าการมีขึ้นแล้วจะทำให้พลังของเด็กและเยาวชนในประเทศเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ เพราะอยู่ที่บริบทพื้นที่ หากนายก อบต. หรือเทศบาลสนใจก็ดีไป แต่หากไม่สนใจ สภาเด็กฯในพื้นที่นั้นก็จะอ่อนแอ ขณะเดียวกันอยู่ที่ความตระหนักของตัวแทนเยาวชนที่เข้ามา ว่าจะเข้ามาทำงานหรือเข้ามาเพราะการเมือง เพราะกฎหมายบอกแค่ให้มีสภาเด็กฯ ฉะนั้น ถึงเวลาเลือกจะใช้วิธีเลือกตั้งหรือสรรหาก็ได้หมด ซึ่งตนก็กลัวว่าบางพื้นที่พวกนายก อบต. นายกเทศมนตรี อาจให้ลูกตัวเองมานั่งเป็นประธาน จนอาจเกิดปัญหาทุจริตตั้งงบประมาณให้ลูกทำงาน แต่ทำจริงหรือไม่ก็อีกเรื่อง
สภาเด็กฯก็คือการเมืองหนึ่งของสังคม แต่เป็นการเมืองเด็ก มันอาจเลี่ยงไม่ได้ เพราะผูกกับท้องถิ่น ผมจึงตั้งข้อห่วงใย อาจจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ แต่อย่างน้อยอยากให้มาด้วยกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งยังพอได้ลุ้นกว่า

ถามว่าข้อเสนอของสภาเด็กฯที่ผ่านมารัฐบาลรับฟังบ้างหรือไม่ ปุณณพัทธ์กล่าวว่า ก็มีประสบผลสำเร็จในบางเรื่อง อย่างครั้งหนึ่งเวทีสมัชชาเด็กและเยาวชนเสนอไปเรื่องภัยสื่อออนไลน์ในเด็กและเยาวชน รัฐบาลก็รับฟัง จนได้เป็นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กในการใช้สื่อออนไลน์ พ.ศ. …ซึ่งผ่านการเห็นชอบที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็เตรียมจัดตั้งศูนย์ประสานงานปกป้องคุ้มครองสื่อออนไลน์ ซึ่งกำลังออกแบบกันอยู่ รวมถึงข้อเสนอให้มีพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งขณะนี้ผู้ใหญ่เริ่มสนใจ แต่ยังไม่ออกมาเป็นนโยบาย
สุดท้าย “ปุณณพัทธ์” อยากเชิญชวนน้องๆ เด็กและเยาวชนออกมาใช้สิทธิใช้เสียง จะมาเลือกตั้งหรือสมัครเป็นกรรมการและประธานสภาเด็กฯก็ได้ โดยยกประสบการณ์ตัวเอง
“จากประสบการณ์ที่เข้ามาทำงานสภาเด็กฯ พบมีแต่ข้อดีที่เกิดขึ้น จากคนไม่ค่อยพูด เดี๋ยวนี้มีทักษะการพูดที่ดี สามารถคิดวิเคราะห์ ปรับตัวเข้ากับสังคม อีกทั้งได้ฝึกความอดทน ได้ทำงานเป็นทีม ได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป อย่างไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ ทั้งนี้ เพราะวันหนึ่งเราจะได้เจอคนมากกว่าหนึ่งแบบ เพราะเจอคนในสังคม ไม่ใช่คนแค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ ห้องเรียนสอนไม่ได้ เงินก็ซื้อไม่ได้ การมาทำตรงนี้จะทำให้เรามีทักษะชีวิตมากกว่าเด็กคนอื่น ฉะนั้น อยากเชิญชวนน้องๆ เข้ามามีส่วนร่วมในทุกระดับ มาร่วมกันตระหนักว่า ตัวเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศชาติได้” ปุณณพัทธ์กล่าว
หากสภาเด็กฯเปรียบเสมือนเวทีเรียนรู้ประชาธิปไตย ทำให้พลังของเด็กและเยาวชนมีความเข้มแข็งขึ้น จะสำเร็จหรือ ล้มเหลวก็คือภาพสะท้อนของประชาธิปไตยในองค์รวมเช่นกัน

