เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการปรับปรุงแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ.. ว่า จากการทำงานที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาแล้วว่า มีความจำเป็นต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วยการตั้งเป็น “กองทุนเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการบริการสาธารณสุข” ซึ่งจะดูแลทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ หมายถึงทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และประชาชนที่เข้ารับบริการ โดยครอบคลุม 3 กองทุน คือกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) กองทุนประกันสังคม และกองทุนสิทธิสวัสดิการข้าราชการ เบื้องต้นจะเป็นในสถานพยาบาลภาครัฐก่อน ส่วนรพ.เอกชนจะเป็นไปด้วยความสมัครใจ
นพ.วิศิษฎ์ กล่าวอีกว่า จากข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นการดูแลประชาชนในสิทธิ 3 กองทุน ซึ่งมีประมาณ 67 ล้านคน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ป่วยหากได้รับผลกระทบจะมีการเยียวยาช่วยเหลือ โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะทำหน้าที่เป็นธุรการในการเบิกจ่ายตรงนี้ คล้ายเป็นหน่วยงานการคอยทำงาน โดยรับงบประมาณในการเยียวยาช่วยเหลือจากแต่ละกองทุนมาไว้ส่วนกลาง หากใครได้รับผลกระทบก็จะนำงบส่วนนี้มาดำเนินการ ซึ่งจะไม่แบ่งว่าใครอยู่สิทธิใดใน 3 สิทธิสุขภาพ เรียกว่าเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ส่วนอัตราเท่าไรนั้นต้องมีการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จากแนวทางดังกล่าวได้เสนอต่อนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เพื่อพิจารณาแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หากพิจารณาเห็นชอบอาจต้องมาปรับแก้ไม่มากเพื่อเสนอตามขั้นตอนเข้าสู่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีดังกล่าวหากมีการตั้งกองทุนขึ้นมาต้องมีการแก้ไขกฎหมายของแต่ละกองทุนด้วยหรือไม่ นพ.วิศิษฎ์ กล่าวว่า มี แต่จะเป็นในส่วน ม.41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และของสำนักงานประกันสังคม ส่วนของสิทธิข้าราชการไม่ต้อง เนื่องจากไม่มีในเรื่องการเยียวยาอยู่แล้ว แต่จากการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้เห็นว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะเดิมไม่มีหน่วยงานกลางทำให้เมื่อเกิดความเสียหายทางสาธารณสุขใดๆก็จะเป็นแต่ละสิทธิสุขภาพ การเจราจาช่วยเหลือก็ไม่มีคนกลางมาทำให้ ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร ดังนั้น หากมีกองทุนนี้ขึ้นมาจะช่วยแก้ปัญหาและลดเรื่องปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขได้ เพราะกองทุนนี้จะไม่มีการไล่เบี้ยใดๆ
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจแทนผู้ป่วยและประชาชนที่ทางสบส. และกระทรวงสาธารณสุขขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพียงแต่ก็อยากได้การยืนยันจากรัฐมนตรีฯ ว่าจะขับเคลื่อนและกฎหมายจะประกาศใช้ได้จริง เพราะตลอด15 ปีที่ผ่านมามีความพยายามให้ออกกฎหมายมาตลอด แต่ไม่สำเร็จ ทุกยุคทุกสมัยจะมีการคัดค้านของกลุ่มหนึ่งเสมอ ตนจึงอยากเชิญชวนประชาชนที่เห็นด้วยและเห็นความสำคัญกับพ.ร.บ.ฯที่จะมาช่วยกรณีเกิดความเสียหายทั้งแพทย์และคนไข้ โดยขอเชิญชวนช่วยกันลงชื่อผ่าน “www.change.org/injuryact” เพื่อจะรวบรวมรายชื่อเสนอต่อ นพ.ปิยะสกล เพื่อช่วยขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ออกเป็นกฎหมายได้จริงๆเสียที
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และนายกแพทยสภา กล่าวว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯนั้น โดยหลักการในเบื้องต้น ตนเห็นด้วย เพราะในเรื่องของการรักษาไม่ควรมีการไล่เบี้ยเอาความผิดกับใคร

