เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ก.ค. ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ ถ.แจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เป็นประธานเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) และแผนปฏิบัติการร่วม ว่าด้วยความร่วมมือในการสร้างระบบธรรมาภิบาลและการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในรัฐวิสาหกิจ ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สพร.ท.) โดยมีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท. ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ นายมานพ เกื้อรัตน์ รองเลขาธิการ สพร.ท. และ น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างระบบธรรมาภิบาลและการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งปัญหาการทุจริตส่วนใหญ่พบว่าส่วนหนึ่งเป็นการกระทำความผิดโดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติหน้าที่ ทให้เกิดปัญหาการทุจริตเป็นวงกว้าง จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือในการสร้างระบบธรรมาภิบาลโดยการบูรณาการทั้ง 4 หน่วยงานใน 3 ระดับ คือ ระดับส่วนกลาง ระดับจังหวัดหรือภูมิภาค และระดับพื้นที่ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพตามยุทธศาสตร์ชาติและส่งผลต่อการลดปัญหาการทุจริตของประเทศได้

นายสุวพันธุ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งบนเวที ว่า ตนขอเรียนว่ารัฐบาลมีนโยบายที่ให้การต่อต้านการทุจริตเป็นวาระสำคัญของชาติและมีการตั้ง ศอตช.ขึ้นมา รัฐบาลต้องการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากการทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นสังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม และสิ่งที่รัฐบาลพยายามปลูกฝังก็คือการสร้างระบบคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกดีใจที่เราได้รัฐวิสาหกิจมาเป็นภาคีเครือข่าย ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องการต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งการที่จะทำให้สังคมและประเทศสะอาด ต้องเกิดขึ้นจากความคิดของคนในสังคม โดยเริ่มจากครอบครัวต้องปลูกฝังเป็นตัวอย่างให้แก่กันและกัน เมื่อโตขึ้นมาทำงานแล้วหน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน รัฐวิสาหกิจ รวมถึงภาคประชาสังคม ก็ต้องมีสมาชิกที่เต็มใจที่จะทำให้สังคมเป็นสังคมที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล คุณธรรม และจริยธรรม
นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาต้นทางคือการปลูกฝังจิตสำนึกของคน ให้เห็นว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และต้องไม่ให้เกิดขึ้น ต้องปลูกฝังจิตสำนึกให้องค์กรและสังคมมีความโปร่งใส ดังนั้น มิติการปลูกฝังจิตสำนึกเป็นมิติที่จะส่งผลระยะยาวมากกว่าการปราบปราม แต่ขณะเดียวกันต้องเดินไปควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม ลำพังการลงนามบันทึกข้อตกลงต่าง ๆ ถ้าเราจัดงานสวยหรู เสร็จแล้วก็กลับบ้าน กลับองค์กรของเราไปทำงานเหมือนเดิม มันก็ไม่มีมรรคผลที่เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่เราตกลงกันวันนี้จะต้องไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง โดยเริ่มต้นจากการรณรงค์ให้เกิดความมั่นใจในสังคมในแบบที่จะเป็น เราอยู่ด้วยปรัชญาที่พอเพียงซึ่งเป็นฐานหลัก เพราะถ้าเรารู้จักพอเพียง มีเงินเท่านี้ก็ใช้เท่านี้ ไม่สนใจเรื่องยศเรื่องตำแหน่ง อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง กินอยู่อย่างพอเพียง
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า เราต้องตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่รับเงินที่ไม่ชอบธรรม อยู่ด้วยเบี้ยเลี้ยง การทำงานล่วงเวลา และอยู่ด้วยเงินที่มันสุจริต ซึ่งมันจะทำให้สังคมเดินไปได้ อีกทั้งการทุจริตประพฤติมิชอบเป็นสาเหตุของการสร้างความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก โดยตนเป็นรมว.ยุติธรรม เป็นประธานศอตช. ใครมาฝากอะไร ตนก็ไม่รับ ซึ่งก็สบายไม่มีใครมาฝาก เราต้องยืนอยู่แบบนั้น ถึงจะทำให้สังคมไทยใสสะอาดและเป็นไปอย่างที่เราต้องการได้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องช่วยกันปรับปรุงสังคมไทยของเราด้วย ทั้งนี้ การทุจริตประพฤติมิชอบ จะมีกลไกการเฝ้าระวังขึ้นมาอย่างไรในการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มันลุกลามเข้าไปขยายตัว

