เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักกฎหมายและวิชาการศาลยุติธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการวิชาการสำนักงานศาลยุติธรรมมีการประชุมเกี่ยวกับข้อสังเกตการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 33/2560 เรื่องมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ดังนี้ 1.พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับวันที่ 23 มิถุนายน 2560 โดยมาตรา 3 กำหนดให้ยกเลิก พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551
2.ความผิดเดิมตาม พ.ร.บ.มาตรา 9, 51 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตรงกับ พ.ร.ก.มาตรา 8, 101, ความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรา 27, 54 ฐานห้ามรับคนต่างด้าวเข้าทำงานที่กำหนด ตรงกับ พ.ร.ก.มาตรา 9, 102, ความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรา 9, 52 ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้มีหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียน ตรงกับ พ.ร.ก.มาตรา 59, 119 และความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรา 27, 54 ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานกับตนเข้าทำงาน ตรงกับ พ.ร.ก.มาตรา 72, 122
3.การที่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 33/2560 ข้อ 1 ให้มาตรา 101, 102, 119 และ 122 ของ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2561 โดยข้อ 6 ให้คำสั่ง คสช.นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ตรงกับวันที่ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับนั้น ส่งผลให้เฉพาะมาตรา 101, 102, 119 และ 122 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษยังไม่มีผลใช้บังคับ จึงเกิดปัญหาทางปฏิบัติว่า การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับในวันที่ 23 มิถุนายน 2560 และความผิดที่เกิดขึ้นหลัง พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับในวันที่ 23 มิถุนายน-31 ธันวาคม 2560 จะมีผลทางกฎหมายอย่างไรนั้น
คณะกรรมการวิชาการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ประชุมปรึกษาหารือแล้ว เสียงข้างมากมีความเห็นว่า การที่คำสั่ง คสช.ที่ 33/2560 บัญญัติให้มาตรา 101, 102, 119 และ 122 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไปนั้น มีผลว่าการกระทำความผิดที่กระทำลงในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เป็นการกระทำที่ไม่มีโทษ จึงไม่เป็นความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง
ส่วนการกระทำความผิดที่เกิดก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าที่ถูกยกเลิกไปโดย พ.ร.ก.มาตรา 3 แม้ พ.ร.ก.จะยังกำหนดให้เป็นความผิด แต่ไม่มีโทษ จึงต้องถือว่า พ.ร.ก.เป็นกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กำหนดให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ดังนั้นผู้กระทำความผิดก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 จึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดไป ไม่ว่าศาลจะพิพากษาคดีนี้เมื่อใดก็ตาม และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้าได้รับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงด้วย
ส่วนแนวทางปฏิบัติตามความเห็นดังกล่าวมีข้อพิจารณา ดังนี้ 1.ความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560-31 ธันวาคม 2560 (1) กรณีที่มีการยื่นคำร้องขอหมายจับในความผิดข้อหาดังกล่าว เนื่องจากการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด จึงไม่มีเหตุออกหมายจับ (2) กรณีที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหา จึงไม่อาจพิจารณาให้ฝากขังต่อไปได้ ส่วนผู้ต้องหาที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังไปก่อนแล้วจึงต้องพิจารณาออกหมายปล่อยผู้ต้องหา หรือมีคำสั่งว่าการปล่อยชั่วคราวสิ้นสุดลง แล้วแต่กรณี โดยถือว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับ เพราะเหตุมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำความผิด ยกเลิกความผิด
(3) กรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลย่อมถือเป็นเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 หากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และ (4) คำสั่ง คสช.ที่ 33/2560 มีผลเป็นการยกเลิกความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เฉพาะมาตรา 101, 102, 119 และ 122 เท่านั้น ข้อหาความผิดอื่นตาม พ.ร.ก.นี้ หรือตามกฎหมายอื่น เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เป็นต้น ไม่ได้รับผลกระทบตามคำสั่ง คสช.ดังกล่าว เเละความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ย่อมต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560-31 ธันวาคม 2560 ดังกล่าวข้างต้น และ 3.ความผิดที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ถือว่ามีความผิดและต้องรับโทษตาม พ.ร.ก.

