เมื่อเวลา 10.00 วันที่ 14 กรกฎาคม ที่ห้องประชุม 1 อาคาร 5 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ เครือข่ายผู้บริโภคภาคอีสานชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดเวทีเสวนา “คนอีสานจะได้อะไรจะได้ประโยชน์อะไรจากการแก้กฎหมายบัตรทอง” ภายหลังจากกล่าวถึงแนวทางและที่มาของเวทีเสวนาในครั้งนี้มี ปรียานุช ป้องภัย คณะกรรมการประสานงานองค์การพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เป็นผู้ดำเนินรายการวงเวทีเสวนา เเละมี มีนา ดวงราษี กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพภาคอีสาน คุณสุนทรี หัตถี เซ่งกี่ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ นายนิมิตร์ เทียนอุดม เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นกับผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน อีสานกว่า 60 คน ที่เดินทางมาร่วมวงเสวนาในครั้งนี้ด้วย
ผู็สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศตั้งเเต่ช่วงเช้า มีผู้ร่วมวงเสวนาจากเครือข่ายต่างๆ ทยอยเดินทางมาถึง และร่วมพูดคุยทักทายกันจนผู้ร่วมเวทีเสวนาเดินทางมาจนครบ เวลา 10.00 น. เครือข่ายประชาชนภาคอีสานเริ่มเปิดเวทีเสวนาอย่างเป็นทางการ ภายหลังจาก นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ เครือข่ายผู้บริโภคภาคอีสานชี้แจงวัตถุประสงค์ โดยผู้ร่วมวงเสวนาได้พูดถึง การแก้กำหมายบัตรทองอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ และประโยชน์จะถึงประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจากการติดตามการแก้กฏหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อย่างใกล้ชิด พบว่ามีการแก้กกหมายหลายประเด็นที่ทำลายหลักการของกฎหมายเดิม ไม่สอดคล้องกับยุทธสาสตร์ประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข ขาดเหตุผลรองรับว่า ปรับปรุงแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นอย่างไร ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ในการสนับสนุนการแก้กฎหมาย ไม่แก้ปัญหาของระบบหลักประกันสุขภาพในปัจจุบันตามแนวทาง คำสั่งที่ 37/59 ซึ่งอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสูญเสียไป
ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมกันผลักดันให้มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เพื่อเป็นหลักประกันและสร้างความมั่นใจเมื่อยามเจ็บป่วย กฏหมายดังกล่าวได้ใช้มา 15 ปี และมีภาวะภัยคุกคามที่มีกลุ่มคนเสียประโยชน์ต้องการดึงอำนาจการจัดระบบสุขภาพ ที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนเรียกร้องให้ยุติกระบวนการไขกฎหมาย เช่น 18 พ.ค. 2560 ยื่นจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข ขอให้ยุติกระบวนการแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่ทำลายหลักการและล้าหลัง และ 6 มิ.ย.2560 ได้ยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ให้ทบทวนการแก้ไขกฎหมายที่ทำลายหลักการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และอยากให้มีหลักการมาตรฐานการรักษาเดียวกันของทุกกองทุน
ในการเสวนา ได้พูดถึงเรื่องที่กังวลมากที่สุดคือร่วมจ่ายออกไป ถ้าตัดร่วมจ่ายออกไปได้ก็จะหมดข้อกังวล แต่ถ้าจะให้ร่วมจ่ายก็ต้องมีความชัดเจน คือต้องเขียนว่าร่วมจ่ายก่อนป่วย ก่อนให้บริการ เพราะเราไม่รู้ว่าป่วยขึ้นมาเมื่อไหร่ชาวบ้านจะเดือดร้อน เพราะประชาชนไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายครั้งละเท่าไหร่ ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไร และป่วยกี่ครั้ง ซึ่งมันมีผลกระทบกับประชาชนที่มีรายได้น้อยยิ่งลำบากมากขึ้น และจะทำให้เกิดปัญหาว่า โรคยากๆถ้าคุณร่วมจ่ายหลังป่วย โรคยากๆสำหรับผู้ป่วยและผู้ป่วยเรื้อรัง จะยิ่งไม่ได้รับบริการสำหรับคนที่มีรายได้น้อย ก็จะมีเฉพาะคนรวยเท่านั้นที่จะสามารถได้รับบริการตรงนี้ได้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนทุกข์มากขึ้น ซึ่งการเสวนาได้ดำเนินไปเกือบ 4 ชั่วโมง โดยไม่ได้มีการพัก จนถึงเวลา 13.30 น. เครือข่ายซาวอีสานซ้อมเบิกบัตรทอง ก็ได้ร่วมกันแถลงการณ์คัดค้าน หยุด!แก้กฎหมายบัตรทองรัฐต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานการรักษาพยาบาลของประชาชน ตามที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติคสชที่ 37/2559 ตามอำนาจมาตรา 44 ระบุให้มีการแก้ไขการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามพรบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ. ศ. 2545
และได้เสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ
1 ให้รัฐบาลยกเลิกการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545และยุติกระบวนการใดๆที่จะนำไปสู่การแก้ไขพรบฉบับดังกล่าว ภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
2 กฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาลของประชาชนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
3 ทางเครือข่ายพร้อมที่จะเคลื่อนไหวทุกที่ทุกเวลาและทุกรูปแบบ จนกว่ากระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ไม่ชอบธรรมและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจะยุติลง
เครือข่ายยืนยันในหลักการว่าประชาชนต้องมีสิทธิ์รักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยสิทธิในการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่ต้องถือปฏิบัติและรัฐต้องจัดให้มีสวัสดิการในการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมเป็นธรรมโดยไม่ต้องร้องขอและทางเครือข่ายจะเคลื่อนไหวต่อไปจนกว่าคุณจะมีสิทธิ์ความเป็นคน
นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ เครือข่ายผู้บริโภคภาคอีสาน กล่าวว่า วันนี้เราเปิดเวทีเสวนาขึ้นมาเพื่อจะได้มีการพูดคุย การแก้กฎหมายบัตรทองไปถึงไหนแล้ว ซึ่งเมื่อวานคณะกรรมการชุดแก้ไข ได้มีการพิจารณารอบสุดท้ายไปแล้ว วันนี้ก็เลยชวนพี่น้องทางกรุงเทพฯมาพูดให้พี่น้องชาวอีสานได้ฟังและรับรู้ว่า เรื่องราวไปถึงไหนบ้างแล้ว เมื่อทราบจะได้ช่วยกันหาแนวทางแก้ไข เพราะเนื้อหาที่ออกมาแบบนี้นั้นเราเสียประโยชน์ และเสียการเข้าถึงสิทธิของประชาชน ในเมื่อยิ่งแก้แล้วยิ่งแย่กว่าเดิมเราจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่งจะได้พูดคุยกันในวันนี้
นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะของผม จริงๆตอนนี้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่วนใหญ่นั้นดีอยู่แล้ว ถ้าเราอยากให้มีการแก้ไขจริงๆ ข้อเสนอของผมมีเพียง 3 ประเด็น ที่ควรแก้ไข คือ เรื่องสำคัญ ควรจะรวม 3 กองทุน เพื่อให้เกิดการเท่าเทียมกัน ในรูปแบบ 3 กองทุน ซึ่งหลักการรวม 3 กองทุนก็คือแยกบทบาทผู้ซื้อกับผู้ให้บริการออกจากกัน เนื่องจากโรงพยาบาลของรัฐ จะต้องดุแลทั้ง 3 กองทุนใหญ่ๆ 1. คือกองทุนสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งดูแลโดยกรมบัญชีกลาง 2.ประกันสังคม ดูแลผู้ใช้แรงงาน และ 3.สปสช.ที่ดูแลภาคประชาชน ใน 48 ล้านคน ทั้งหมด 3 กองทุน รัฐต้องดูแลทั้งหมด ซึ่งวิธีการแทนที่จะอยู่กระทรวงไดกระทรวงหนึ่ง ควรจะไปรวมอยู่ที่ สำนักนายก ซึ่งจะไม่มีปัญหาในการแยกหรือรวมเงินเดือน ของกองทุนไดกองทุนหนึ่ง เพราะรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินเดือนทั้งหมด รัฐก็เป็นผู้ดูแลที่สั่งให้โรงพยาบาลของรัฐต้องดูแล ซึ่งจะง่ายในการจัดการและไม่มีปัญหาสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน
และที่ต้องแก้อีกก็คือการแยกเงินเดือน และตัดเรื่องที่กังวลมากที่สุดคือร่วมจ่ายออกไป ถ้าตัดร่วมจ่ายออกไปได้ก็จะหมดข้อกังวล แต่ถ้าจะให้ร่วมจ่ายก็ต้องมีความชัดเจน คือต้องเขียนว่าร่วมจ่ายก่อนป่วย ก่อนให้บริการ เพราะเราไม่รู้ว่าป่วยขึ้นมาเมื่อไหร่ชาวบ้านจะเดือดร้อน เพราะประชาชนไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายครั้งละเท่าไหร่ ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไร และป่วยกี่ครั้ง ซึ่งมันมีผลกระทบกับประชาชนที่มีรายได้น้อยยิ่งลำบากมากขึ้น และจะทำให้เกิดปัญหาว่า โรคยากๆถ้าคุณร่วมจ่ายหลังป่วย โรคยากๆสำหรับผู้ป่วยและผู้ป่วยเรื้อรัง จะยิ่งไม่ได้รับบริการสำหรับคนที่มีรายได้น้อย ก็จะมีเฉพาะคนรวยเท่านั้นที่จะสามารถได้รับบริการตรงนี้ได้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนทุกข์มากขึ้น
ปรียานุช ป้องภัย คณะกรรมการประสานงานองค์การพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นการอัปเดท ว่ากระบวนการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งกรรมการร่างกฎหมายเมื่อวาน วันที่ 13 ก.ค.60 ได้ประชุมครั้งสุดท้าย และกรรมการชุดดังกล่าวก็ได้หมดวาระไปแล้ว ตอนนี้ก็คือว่า เราได้เห็นในเชิงประเด็นข้อสรุปของกระบวนการแก้ วันนี้ก็ให้ได้มาเห็นเห็นว่า อะไรถูกแก้ อันไหนที่ยังไม่ถูกแก้ และเมื่อเราเห็นข้อมูลในเรื่องของกระบวนการและเนื้อหาในกฎหมายแล้ว ในส่วนของการประเมิน มาดูว่าเมื่อแก้ไปแล้วมันแย่กว่าเดิม หรือว่าดีกว่าเดิมหรือเปล่า ซึ่งเราพี่น้องเครือข่ายต่างๆก็ได้ร่วมกันประเมินแล้วว่า จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องแก้และจะยืนยันกลับไปว่าจะเอากกหมายเดิม โดยเฉพาะในกระบวนการที่ไม่เป็นประธิปไตย แบบนี้คงต้องให้ยืนยันจุดยืน คือหยุดแก้กฎหมายตัวนี้ ซึ่งไม่ต้องการให้แก้การต้องการการเปลี่ยนแปลง และการที่จะขยับต่อไปข้างหน้าซึ่งประเด็นบัตรทองนั้น ไม่ได้เป็นของแค่คนกลุ่มไดกลุ่มหนึ่งแล้ว แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศเกือบ 50 ล้านคน เป็นเรื่องของคนในสังคม ซึ่งหากรัฐบาลยืนยันที่จะแก้กฎหมายบัตรทองอยู่ เราก็จะเดินหน้าเราเชื่อมั่นในจุดยืนของพวกเรา ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสิทธิของประชาชน เราก็จะมีกระบวนการติดตามและก็จะเดินหน้าคัดค้านเต็มที่ และหากแก้แล้วประชาชนได้รับสิ่งที่ดีขึ้นเรารับได้ แต่หากแก้แล้วแย่ลงอย่าแก้ดีกว่า
ซึ่งแถลงการณ์ ของเครือข่ายซาวอีสานซ้อมเบิกบัตรทอง มีข้อความว่า แถลงการณ์ ของเครือข่ายซาวอีสานซ้อมเบิกบัตรทอง หยุด!แก้กฎหมายบัตรทองรัฐต้องคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานการรักษาพยาบาลของประชาชน ตามที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติคสชที่ 37/2559 ตามอำนาจมาตรา 44 ระบุให้มีการแก้ไขการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามพรบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ. ศ. 2545 และต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข วงเล็บ 2 ลงนามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 10/2560 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างพรบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขปรับปรุงพรบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ. ศ. 2545 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายได้จัดตั้งอนุกรรมการจัดประชาพิจารณ์ 4 ภูมิภาคซึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปทุกภูมิภาคภายในระยะเวลาเพียง 21 วันและกระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์ดังกล่าวก็ถูกคัดค้านจากประชาชนทั้งประเทศเพราะเห็นว่าการแก้ไขพรบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรมและละเมิดหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงแสดงออก ซึ่งการคัดค้านมีทั้งการวอล์คเอ้าท์ การจัดเวทีคู่ขนาน และการล้มเวทีประชาพิจารณ์ แต่คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายฯ ยังเพิกเฉยความต้องการของประชาชนเดินหน้ากระบวนการรับฟังจนสิ้นสุด เพราะกลุ่มที่ผลักดันให้มีการแก้กฎหมายครั้งนี้มีเจตนาเพื่อล้มหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประชาชน
โดยในวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายได้ประชุมพิจารณาร่างกฎหมายโดยไม่ได้ฟังเสียงคัดค้านของประชาชนทั่วประเทศยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นจอมปลอมที่จัดขึ้นเป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อแอบอ้างว่ามีการรับฟังเสียงของประชาชน ทั้งที่กระบวนการดังกล่าวนั้นไม่มีความยึดโยงกับประชาชนประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
จากกระบวนการแก้ไขกฎหมายที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าวทางเครือข่ายซาวอีสานจอมบึงบัตรทอง ซึ่งมีข้อเรียกร้องและขอประกาศจุดยืนต่อการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติดังนี้
1 ให้รัฐบาลยกเลิกการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545และยุติกระบวนการใดๆที่จะนำไปสู่การแก้ไขพรบฉบับดังกล่าว ภายใต้บรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
2 กฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาลของประชาชนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
3 ทางเครือข่ายพร้อมที่จะเคลื่อนไหวทุกที่ทุกเวลาและทุกรูปแบบ จนกว่ากระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ไม่ชอบธรรมและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจะยุติลง
เครือข่ายยืนยันในหลักการว่าประชาชนต้องมีสิทธิ์รักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยสิทธิในการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่ต้องถือปฏิบัติและรัฐต้องจัดให้มีสวัสดิการในการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมเป็นธรรมโดยไม่ต้องร้องขอและทางเครือข่ายจะเคลื่อนไหวต่อไปจนกว่าคุณจะมีสิทธิ์ความเป็นคน

