เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายรณสิทธิ์ พฤกษาชีวะ ผู้อำนวยการฝ่ายสืบสวน องค์กรพัฒนาเอกชนด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ (NVADER) ยื่นหนังสือถึงนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผ่านทางนายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดค้ามนุษย์ที่ไม่เป็นธรรม บิดเบือนข้อเท็จจริง กรณีการจับกุมสถานบันเทิงย่านสะพานควาย กระทำผิดฐานค้ามนุษย์ แต่ปรากฎว่าในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนทำความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาหลัก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ คนคุมร้าน เอเย่นต์ขายประเวณีเด็ก และส่งผลให้ชั้นอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาหลักด้วย
นายรณสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มีการซักซ้อมผู้เสียหายซึ่งเป็นเยาวชนเกี่ยวกับคำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนว่าไม่ได้ถูกบังคับให้มาขายบริการทางเพศ ไม่รู้จักว่าใครเป็นเจ้าของกิจการ หรือคนคุมร้าน ส่งผลให้มีการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาหลักในคดี ทั้งที่มีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดของฝ่ายปกครอง ซึ่งบันทึกการเข้าออกของบุคคลที่เป็นเจ้าของกิจการตัวจริง ทำให้คดีมีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่เป็นคนเชียร์แขก ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับกุมซึ่งหน้าพร้อมเงินของกลางที่เจ้าหน้าที่ใช้ในการล่อซื้อ จากนั้น ได้มีการอุปโลกณ์ให้ผู้ต้องหาดังกล่าว รับสมอ้างเป็นเจ้าของกิจการ
นายรณสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ต่อมาในชั้นศาลเยาวชนได้ขึ้นเบิกความเป็นพยานว่า ในชั้นสอบสวนมีการซักซ้อมคำให้การให้ผิดไปจากข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ยังมีการตัดเงินค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายที่ถูกล่อลวงมาค้ามนุษย์ โดยซักซ้อมให้เด็กให้การว่าไม่ต้องการรับค่าสินไหมทดแทนและไม่ได้ถูกล่อลวงมาค้าประเวณี จึงขอให้กระทรวงยุติธรรมรับเรื่องไว้ดำเนินการ คือ ในฐานะที่เป็นคณะอนุกรรมการติดตามการดำเนินการทางวินัยและการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และในทางคดีก็ขอให้กระทรวงยุติธรรมสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปร่วมสอบสวนเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ เพื่อดำเนินการอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสถานะประเทศไทยในคดีค้ามนุษย์ ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดอันดับประเทศที่มีปัญหาการค้ามนุษย์ โดยในปีนี้ไทยถูกจัดให้อยู่ใกลุ่มเทียร์ 2 หรือเป็นประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง
นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการค้ามนุษย์นั้น นายกรัฐมนตรีได้กำหนดเป็นนโยบายแห่งชาติ ซึ่งในวันนี้ทางกระทรวงยุติธรรมจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามการดำเนินการทางวินัยและการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดนี้จะกำหนดว่าหากดำเนินการจับกุมแล้วจะต้องจัดการให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้มีการประสานกับดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม หลังรับเรื่องก็จะส่งให้ดีเอสไอเข้าไปดำเนินการ เชื่อว่าจะได้ข้อเท็จจริงในเร็วๆนี้ ทั้งนี้ ส่วนเรื่องที่มีการซักซ้อมคำให้การของผู้เสียหายนั้น ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด แต่หากมีกลไกของรัฐเข้าไปบิดเบือนก็เป็นหน้าที่ทางหน่วยงานที่จะต้องดำเนินการทางวินัย ส่วนเรื่องการทุจริตก็จะต้องเข้าไปต้องดำเนินการต่อไป
รายงานข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามการดำเนินการทางวินัยและการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ที่มีนายวิศิษฎ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน จะมีการนำเสนอรายงานข้อมูลในที่ประชุม ซึ่งพบหลักฐานความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์แล้ว 50 ราย รายชื่อทั้งหมดก็ปรากฎทริบรีพอร์ตเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่รัฐทั้ง 50 คน มีทั้งอาจารย์โรงเรียน เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ ที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงหลายแห่ง รวมถึงร้านนาตาลีด้วย ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของกิจการค้าประเวณี เอาเวลานอกราชการไปเปิดการค้ามนุษย์แฝงอยู่ในกิจการต่างๆ หรือมีชื่อรับส่วยจากสถานประกอบการในจำนวนดังกล่าว มีหลักฐานชัดเจนเป็นเงินโอนเข้าบัญชี หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อในระบบลงทะเบียน หรือปรากฎภาพที่บันทึกจากกล้องวงจรปิดว่าเข้ามาเก็บส่วยรายเดือน
ข่าวยังระบุอีกว่า ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งรับส่วยโดยมีชื่อในบัญชีเป็นอักษรย่อ หรือจ้างผู้อื่นให้มาเปิดบัญชีรับส่วยแทนยังอยู่ระหว่างการดำเนินการสืบสวนสอบสวน โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน ซึ่งยังเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมีชื่อเป็นผู้รับผลประโยชน์เป็นรายสุดท้าย นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐบิดเบือนสำนวน โดยแก้ผลการตรวจมวลกระดูกของเด็กที่ถูกนำมาค้าประเวณีให้มีอายุเกิน 18 ปี ทั้งที่บางรายอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ไปปรากฎในชั้นศาล และถูกส่งเรื่องมาให้ดีเอสไอสอบสวน สำหรับกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปซื้อบริการทางเพศเด็กต่ำกว่าอายุ 18 ปี จะเสนอห้ที่ประชุมทราบด้วยว่า จะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์เพิ่มจากความผิดอาญาด้วยหรือไม่

