เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 กรกฎาคม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.7 และ พ.ต.อ.อรรถวุฒิ นิวาตโสภณ ผกก.สน.บางยี่ขัน นำตัว น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี พร้อมด้วย ด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม แก้วผ่อง อายุ 14 ปี ผู้เสียหายจากคดีรถยนต์ชนกับรถพ่วง 18 ล้อ ในพื้นที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี พ.ศ.2548 ก่อนถูก นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อายุ 59 ปี ทนายความ กับพวกยักยอกเงินเยียวยาไป จำนวน 5 ล้านบาท เข้าชี้ตัวนายพิสิษฐ์ ผู้ต้องหา และ น.ส.ฐิตาภา หรือภัทรวดี สวัสดี อายุ 39 ปี เพื่อนสาวคนสนิท ซึ่งถูกฝ่ายสืบสวน สน.บางยี่ขัน และ ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.7 จับกุมตัวได้เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดย น.ส.พรทิพย์ สามารถจดจำและชี้ตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายได้อย่างแม่นยำ
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 02.50 น.วันที่ 17 กรกฎาคม ตำรวจชุดจับกุมซึ่งเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว ของ นายพิสิษฐ์ มาโดยตลอด ทราบว่า นายพิสิษฐ์ และ น.ส.ฐิตาภา เพื่อนสาวคนสนิทกำลังเก็บข้าวของออกจากที่พักย่านศรีนครินทร์ เพื่อมุ่งหน้าไปแหล่งกบดานใหม่ที่อาคารซื่อตรงคอนโดมิเนียม ถนนรามอินทรา ซอย 125 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงสะกดรอยติดตามไปจนพบตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายและนำหมายจับเข้าจับกุมตัวเอาไว้ได้ที่คอนโดมิเนียมดังกล่าว
จากการสอบถาม นายพิสิษฐ์ ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง แต่อ้างว่าไม่ได้ยักยอกเงินทั้งหมดไป หลังจากรับเช็คเยียวยาจากบริษัทประกันภัยมาแล้ว จำนวน 4 ล้านบาท นายพิสิษฐ์ ยอมรับแค่หักค่าดำเนินการไปเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น ส่วนเช็คใบละ 1 แสนบาท จำนวน 35 ใบ ที่สั่งจ่ายล่วงหน้ามาให้ผู้เสียหาย อยู่กับ น.ส.พรปวีณ์ ชูแก้ว เพื่อนสาวคนสนิทอีกคน ซึ่งขณะนี้ถูกอายัดตัวเนื่องจากโดนจับกุมถูกคุมขังอยู่ในอำนาจศาลจังหวัดชุมพร ไปแล้วก่อนหน้านี้
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณทีมงานตำรวจชุดจับกุมที่เฝ้าตามตัว นายพิสิษฐ์ มาโดยตลอด และขอขอบคุณสำนักงานอัยการสูงสุดด้วยที่ประสานงานให้จนสามารถขออนุมัติหมายจับทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้น โดยก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ได้อนุมัติหมายจับ นายพิสิษฐ์ น.ส.พรปวีณ์ เลขที่ 298/2560 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม, ร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกโดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน เป็นผู้มีอาชีพอันเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน
ส่วน น.ส.พรปวีณ์ ถูกออกหมายจับเลขที่ 299/2560 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม และผู้สนับสนุนยักยอกโดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน เป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน สำหรับ น.ส.ฐิตาภา ที่ถูกจับกุมตัวได้พร้อม นายพิสิษฐ์ นั้น ถูกศาลออกหมายจับเลขที่ 300/2560 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2560 ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงและผู้สนับสนุนยักยอกโดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน เป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน หลังจากนี้จะดำเนินการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย คือ นายพิสิษฐ์ และ น.ส.ฐิตาภา แบบลงลึกต่อไปเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
“ไม่อยากให้ผู้เสียหายคาดหวังว่าจะนำเงินที่ควรจะได้คืนจากการยึดทรัพย์จากผู้ต้องหาไปขายทอดตลาดในเวลานี้ เพราะไม่ใช่จะติดตามกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เบื้องต้นผมจึงนำเงินจำนวนเล็กน้อยมามอบให้เพื่อเยียวยาในเบื้องต้น และขอฝากให้ประชาชนมอบความช่วยเหลือให้ น้องบีม เด็กหญิงพิการที่กำพร้าพ่อรายนี้ด้วย ส่วนการดำเนินคดี กับ นายพิสิษฐ์ และพวกนั้น เชื่อว่า นายพิสิษฐ์ อาจจะเคยใช้ความเป็นนักกฎหมายไปก่อคดีทำนองนี้อีก หากประชาชนท่านใดเคยตกเป็นเหยื่อขอให้เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์อายัดคดีเพิ่มเติมได้ที่ สน.บางยี่ขัน แต่ที่แน่ๆ คือหลังจากนี้ นายพิสิษฐ์ จะไปประกอบอาชีพเดิมหรือทำแบบเดิมกับเหยื่อไม่ได้อีก เพราะนอกจากจะถูกจับกุมเป็นผู้ต้องหาแล้ว ขณะยังถูกลบชื่อจากการเป็นทนายความไปเป็นที่เรียบร้อย” พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าว
ขณะที่ น.ส.พรทิพย์ กล่าวว่า ขอบคุณตำรวจ สื่อมวลชน และทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเหลือตน หลังจากนี้หากมีโอกาสได้พบ พี่ต้อม หรือ นายพิสิษฐ์ อยากถามเจ้าตัวว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยบอกตนจะช่วยเหลือกันเต็มที่ อยากรู้จริงๆ ว่าช่วยอย่างที่ทำกันแบบนี้หรือ ด้าน ด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม กล่าวว่า ยังมีความฝันอยากเป็นผู้ประกาศข่าวเช่นเดิม โดยหลังจากนี้หากท่านใดมีจิตศรัทธา สามารถช่วยเหลือตนได้ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาโลตัสรัตนาธิเบศร์ ชื่อบัญชี น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ เลขที่ 582-2-07952-2
เวลา 13.30 น.ที่ สน.บางยี่ขัน หลัง พล.ต.ท.ศานิตย์ร่วมกับพนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำ นายพิสิษฐ์ ทนายความแสบ และ น.ส.ฐิตาภา เพื่อนสาวคนสนิท อีกทั้งเปิดโอกาสให้ น.ส.พรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี พร้อมด้วย ด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม แก้วผ่อง อายุ 14 ปี เข้าพูดคุยกับผู้ต้องหาโดยใช้เวลานานประมาณ 2 ชั่วโมง
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า หลังจากนี้จะมอบ พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ขจรศรีเพชร รอง ผกก.(สอบสวน) สน.บางยี่ขัน ไปสอบปากคำ น.ส.พรปวีณ์ ชูแก้ว อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาเพื่อนสาวคนสนิทอีกคน ของ นายพิสิษฐ์ ซึ่งมีหมายจับคดีเดียวกัน และถูกคุมขังอยู่ในอำนาจศาลจังหวัดชุมพรคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ยาบ้า 500,000 เม็ด ตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วน นายพิสิษฐ์ และ น.ส.ฐิตาภา นั้นได้คัดค้านการให้ประกันตัว เนื่องจากมีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะส่งตัวทั้ง 2 ราย ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน และได้สั่งการให้ทีมพนักงานสอบสวนคดีนี้เร่งสรุปสำนวนส่งให้อัยการภายในระยะเวลา 12 วัน หรือระยะการฝากขังผัดแรก เพื่อให้เป็นคดีตัวอย่างของผู้มีอาชีพซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แต่กลับมากระทำผิดด้วยการหลอกลวงผู้พิการและผู้ไม่รู้กฎหมาย
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า จากการพูดคุยกับ นายพิสิษฐ์ ยอมรับว่าเงิน 5 แสนบาทที่นำไปนั้นนำไปเพื่อเป็นทุนการศึกษาเนื่องจากกำลังเรียนอยู่ในระดับด๊อกเตอร์ และหลังจากนี้จะพยายามประสานญาติพี่น้องให้ช่วยหาเงินมาคืนให้ผู้เสียหาย อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ได้ให้ฝ่ายสืบสวนช่วยกันสืบสภาพทรัพย์สินเอาไว้ก่อนแล้ว พบว่า ทั้งบ้านและรถของ นายพิสิษฐ์ ยังอยู่ระหว่างการผ่อนค่างวด อีกทั้งกำลังพิจารณาว่าจะแจ้งข้อหาดำเนินการกับผู้ให้ที่พักพิงแก่ นายพิสิษฐ์ ในช่วงหลบหนีหมายจับด้วยหรือไม่ ถ้าผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมายให้เห็นเป็นตัวอย่าง ทว่าตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ไม่อยากระบุไปก่อนว่าคือใคร เดี๋ยวจะกลายเป็นการไปหมิ่นประมาทเขา
ด้าน น.ส.พรทิพย์ กล่าวว่า ทันทีที่ได้พบหน้า นายพิสิษฐ์ เห็นว่าสภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ได้ดูดีเหมือนเมื่อก่อนที่เป็นทนายความ นายพิสิษฐ์ กล่าวขอโทษและยกมือไหว้ตน แต่ตนยังไม่ได้พูดคุยอะไรด้วยมาก เพราะน้องบีมลูกสาวห้ามเอาไว้ กลัวว่าตนจะใจดีสงสารยอมไว้วางใจ นายพิสิษฐ์ อีก จากนี้จึงอยากให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนเรื่องของเงินทั้งหมดนั้นตนรู้สึกมีหวังที่จะได้คืนน้อยมาก หากไม่ได้คืนมาจริงๆ ก็จะคิดเข้าข้างตัวเองแบบปลงๆ ไปว่า ไม่เป็นไรมันไม่ใช่เงินของเรา

