กลายเป็นวิถีชีวิตปกติของคนกรุงไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ต้องรียเดินทางกลับบ้านให้เร็วเป็นพิเศษ นอกจากจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหารถติดแล้ว เพื่อหลีกหนีจากพายุฝนที่กระหน่ำลงมาด้วย เหมือนรู้เวลาเลิกงาน ซ้ำเติมความยากลำบากในการใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อย
รวมทั้งในบางพื้นที่อาจเกิดปัญหาน้ำรอการระบาย ส่งผลกระทบต่อการจราจรเข้าขั้นวิกฤต
ยังไม่นับรวมปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำต่างจังหวัด มักเกิดขึ้นแทบทุกครั้งเมื่อเกิดพายุฝน จึงก่อให้เกิดคำถามในใจของประชาชนส่วนใหญ่อยู่ไม่น้อยว่า แล้วหน่วยงานภาครัฐมัวทำอะไรอยู่ และจะมีเครื่องมือมาช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้หรือไม่
“มติชน” ถือโอกาสพาทุกคนมารู้จักกับศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center) หรือ SWOC ของกรมชลประทาน เป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ของกรมชลฯ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนมิถุนายน
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ SWOC เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2557 จนกระทั่งแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการในกลางเดือนมิถุนายน 2560 มีสถานที่ทำการ ณ อาคาร “99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู” ภายในกรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ
มีสโลแกนการทำงาน เป็นภาษาอังกฤษว่า “FAST”
F คือ Fusion database หมายถึง รวมศูนย์ข้อมูล
A คือ Accurate technique หมายถึง ถูกต้องตามหลักวิชาการ
S คือ Speedy process หมายถึง กระบวนการทำงานที่รวดเร็ว
T คือ Targeted solution หมายถึง บรรลุผลตรงเป้าหมาย
มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และกรุงเทพฯ มาจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน สามารถนำมาติดตาม วิเคราะห์ พยากรณ์และคาดการณ์สถานการณ์น้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
รวมทั้งยังเป็นข้อมูลสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำของผู้บริหารประเทศได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ทันเหตุการณ์
นอกจากนี้ ศูนย์ SWOC จะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการบริหารจัดการน้ำ และเป็นศูนย์ประชาสัมพันธ์และการเฝ้าระวังเพื่อการเตือนภัยในช่วงวิกฤตที่เกิดอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อให้สามารถบูรณาการวางแผนร่วมกันติดตามแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนทำการเกษตรได้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งหน่วยที่เกี่ยวข้องก็สามารถวางแผนช่วยเหลือเกษตร
ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เพื่อลดผลเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด
ทั้งนี้ ศูนย์ SWOC ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1.ระบบข้อมูลบริหารจัดการน้ำเป็นฐานข้อมูลกลาง ได้แก่ ข้อมูลโทรมาตรปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำในลำน้ำธรรมชาติ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ข้อมูลระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำทั้งประเทศ ทั้งที่เป็นสถิติ และเรียลไทม์ รวมไปถึงฐานข้อมูลแผนที่การเกษตรเชิงรุก (อกริ -แมป)
2.ระบบวิเคราะห์ข้อมูล โดยการประยุกต์แบบจำลองคณิตศาสตร์กับระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (MIS) และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) โดยทั้ง 2 ระบบจะพยากรณ์และให้ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจแก่ผู้บริหารทั้งในด้านสถานการณ์น้ำและการจัดการความเสี่ยง ที่มีผลกับเขื่อนและการบริหารจัดการน้ำอย่างทรงประสิทธิภาพ
และ 3.ระบบการนำเสนอข้อมูลแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 2 ส่วนแสดงผล ได้แก่ 1.ส่วนแสดงผลการติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์จากกล้องวงจรปิดจากโครงการชลประทานทั่วประเทศ และ 2.ส่วนแสดงข้อมูลจากระบบโทรมาตร ทั่วประเทศ 700 กว่าสถานี เพื่อให้เทคโนโลยีรองรับซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องด้านน้ำ และสำนักงานชลประทาน 17 สำนักงานทั่วประเทศเข้าด้วยกันด้วยระบบวิดีโอวอลล์ และวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อช่วยให้การนำเสนอข้อมูลและสั่งการในการบริหารจัดการน้ำ สามารถดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และทันสถานการณ์ตลอดเวลา
รวมทั้งยังมีสายด่วน 1460 ที่ประชาชนสามารถโทรศัพท์มาสอบถามสถานการณ์น้ำได้

“ตั้งแต่ศูนย์ SWOC เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วง 1 เดือนที่ผ่าน พบว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ 100% เต็ม จากการติดตามสถานการณ์น้ำของศูนย์ประจำสัปดาห์ในทุกวันจันทร์ ช่วยให้ศูนย์สามารถวิเคราะห์ปริมาณน้ำในพื้นที่ต่างๆ วางแผนเพื่อบรรเทาผลกระทบในพื้นที่ที่คาดจะเกิดปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งหมด ดังจะเห็นได้จากในพื้นที่ จ.น่าน พระนครศรีอยุธยา และจันทบุรี มีฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ทางศูนย์ได้วิเคราะห์ข้อมูลไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องมีปริมาณน้ำจำนวนมาก อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมได้ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งลงพื้นที่เพื่อติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำก่อนที่น้ำจะมา เมื่อน้ำมาก็สามารถสูบน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันที สามารถบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดจากปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งหมด”
ส่วนการติดตามสถานการณ์น้ำของศูนย์ SWOC ในขณะนี้ พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยและประเทศเมียนมา ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก
จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้มีน้ำไหลผ่านที่สถานี อ.เมืองนครสวรรค์ 1,287 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุด 1,291 ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย
ประกอบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่จะไหลมาสมทบมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัว
ศูนย์จึงควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,287 ลบ.ม./วินาที
ส่งผลให้ยังคงมีน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำนอกคันกั้นน้ำบางพื้นที่ ในเขต อ.เสนา อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามศูนย์ได้ควบคุมปิด-เปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ ตามจังหวะการขึ้น-ลงของน้ำทะเล เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย
และหากมีพื้นที่เฝ้าระวัง ศูนย์ก็จะระดมเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งในพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบ
เช่นเดียวกับปัญหาภัยแล้ง ศูนย์ได้วางแผนเตรียมการรับมือไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน คาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน จะมีน้ำรวมกันประมาณ 12,000 ล้าน ลบ.ม. สูงกว่าปี 2559 ที่มีน้ำเพียง 9,700 ล้าน ลบ.ม. จึงไม่น่าเป็นห่วงมาก
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะมีติดตามสถานการณ์ดังกล่าวเป็นระยะๆ
“คงตอบไม่ได้เต็มปากนักว่า เมื่อมีศูนย์ SWOC แล้ว จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งภายในประเทศหมดไป แต่เชื่อว่าการมีศูนย์ SWOC จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น ข้อมูลจากทุกหน่วยงานจะถูกบูรณาการไว้ที่เดียวทั้งหมด ช่วยให้เห็นภาพของสถานการณ์น้ำที่ชัดเจน สามารถวางแผนได้ถูกต้องว่าจะดำเนินการอย่างไร ต่อไปจะไม่มีแล้วที่ต้องมาแก้ไขปัญหาน้ำเฉพาะหน้า มีแต่จะวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด”
คงต้องติดตามกันต่อไป สำหรับศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ SWOC ที่ทำให้รู้จักภัยธรรมชาติมากขึ้น เป็นการรู้แบบตามทัน แล้วมีการแก้ไขและป้องกันได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

