อดีตรองเลขาธิการ สปสช.จวกแก้ กม.บัตรทอง อย่าแยกเงินเดือนเหตุกระทบ รพ.ภาคอีสาน

19.07.17 | 13:12 น.

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม  นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการมูลนิธิมิตรภาพบำบัด  เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่ผ่านความเห็นชอบแล้วจากคณะกรรมการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แต่งตั้ง โดยคาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และออกเป็นกฎหมายใหม่บังคับใช้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2560 แม้จะมีกระแสความวิตกของประชาชนที่ต้องพึ่งระบบบัตรทอง และเสียงคัดค้านจากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เป็นร่างแก้ไข พ.ร.บ. ที่หมกเม็ดมีการเพิ่มเติมสัดส่วนตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขให้มีเสียงมากขึ้นในโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีอำนาจในการเพิ่มหรือลดสิทธิการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการร่วมจ่ายของประชาชนในอนาคต การไม่เพิ่มความชัดเจนในการจัดซื้อยาและวัคซีนรวม รวมทั้งมีประเด็นการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่าย

“บริการสาธารณสุขที่หน่วยบริการทั่วประเทศจะได้รับซึ่งจะกระทบต่อ รพ.ขนาดเล็กในภาคอีสานและคลินิกเอกชนในกรุงเทพฯ อาจถึงกับต้องถอนตัวออกจากระบบบัตรทองของ สปสช. ประชาชน คนยากคนจนเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้ยากขึ้น ทำให้ระบบ 30 บาทในอนาคตอยู่ในอันตรายได้ เป็นประเด็นเพิ่มความขัดแย้ง เพิ่มช่องว่างในสังคม และจะเป็นประเด็นหาเสียงของกลุ่มหรือพรรคการเมืองในเวทีเลือกตั้งข้างหน้าได้” นพ.ประทีปกล่าว

อดีตรักษาการเลขาธิการ สปสช.กล่าวต่อว่า เรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทองในครั้งนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะนอกจากไม่ได้แก้ไขตามข้อเสนอของคณะกรรมการวิชาการทั้งสองคณะที่มี ศ.อัมมาร สยามวาลา และ ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล เป็นประธานแล้ว แต่กลับมีการเพิ่มอีกหลายประเด็นที่เป็นประเด็นขัดแย้ง นอกเหนือจากคำสั่งที่หัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกมาเมื่อปลายปี 2559 ทำให้การบริหารกองทุนบัตรทองของ สปสช.และหน่วยบริการในระบบของกระทรวงสาธารณสุขสามารถเดินหน้าได้เป็นอย่างดี ประเด็นที่เพิ่มเติม อาทิ การแยกเงินเดือนของบุคลากรของหน่วยบริการออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวโดยไม่มีการศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ได้ใช้ข้อมูลผลการศึกษาที่มีอยู่แล้วมาประกอบการตัดสินใจแก้ พ.ร.บ. ดังนั้น ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังดึงดันให้มีการแยกเงินเดือนจะส่งผลกระทบต่อหน่วยบริการในภาคอีสาน งบประมาณเหมาจ่ายจะลดลงทันทีกว่า 3,000 ล้านบาท และหน่วยบริการขนาดเล็กของรัฐ เช่น รพ.ชุมชน รพ.สต. นับหมื่นแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งคลินิกชุมชนอบอุ่นของเอกชนในระบบของ สปสช. กว่า 200 แห่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะได้รับงบเหมาจ่ายรายหัวน้อยลงกว่า 1,400 ล้านบาท อาจทำให้หน่วยบริการเหล่านี้ต้องลดขีดความสามารถในการให้บริการหรือปิดตัวเองถอนออกจากระบบบัตรทองได้

นพ.ประที กล่าวต่อว่า การแก้ พ.ร.บ.เพื่อแยกเงินเดือนช่วยแก้ไขปัญหาของ รพ.ขนาดใหญ่ในภาคกลางบางแห่งได้ แต่จะกระทบและเพิ่มปัญหาให้กับ รพ.ชุมชน และ รพ.สต.ทั่วประเทศนับหมื่นแห่ง โดยเฉพาะในภาคอีสานจะถูกกระทบหนัก รวมทั้งคลินิกเอกชนกว่าสองร้อยแห่งใน กทม. อาจต้องปิดตัวแยกออกจากระบบบัตรทอง เป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงกับรัฐบาลและประชาชนสูง เพราะขาดความรอบรู้ ไม่ใช้ข้อเท็จจริงทางวิชาการ ไม่เปิดให้มีการถกเถียงอย่างเพียงพอเพื่อหาข้อสรุปยุติจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง  สรุปว่า  ถ้าท่านรัฐมนตรีเห็นว่ามีความจำเป็นต้องแก้ พ.ร.บ.บัตรทองจริง และมุ่งประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเพิ่มมากขึ้นตามที่กล่าวอ้าง ก็ควรแก้เฉพาะประเด็นในคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ใช้อำนาจตาม ม.44 และเพิ่มทำให้ชัดเจนขึ้นในประเด็นเรื่องการจัดซื้อยาและวัคซีนที่จำเป็นต้องจัดซื้อรวม ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

///

Advertisement