เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการลดอันตรายจากยาเสพติด ระหว่าง 11 หน่วยงาน คือ สธ. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า รัฐบาลน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาปฏิบัติ โดยกำหนดให้ยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติและนโยบายเร่งด่วน เพื่อลดปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติด โดยเดินหน้าเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร เพื่อช่วยให้เลิกยาเสพติดและกลายเป็นตัวอย่างที่ดีได้ สำหรับความร่วมมือดังกล่าวมีการดำเนินการ 3 แนวทาง ดังนี้ 1.พัฒนาศักยภาพและคุณภาพการให้บริการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติด 2. พัฒนาด้านวิชาการ ดูแล ควบคุม กำกับ ติดตาม และประสานงานการดำเนินการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด พัฒนารูปแบบมาตรฐานการลดอันตรายจากยาเสพติดอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของประเทศไทย และ 3. มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด สนับสนุนการดำเนินการลดอันตรายจากยาเสพติด การให้ยาทดแทนระยะยาว การดูแลช่วยเหลือในชุมชน เป็นต้น
“ส่วนการป้องกันปัญหายาเสพติดในระยะยาว ต้องเริ่มจากปฐมวัย ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวของ 11 หน่วยงาน ก็จะยึดหลักในการดูแลกลุ่มวัยนี้ด้วย โดยต้องให้ความสำคัญเรื่องของวินัย ความรู้ รู้รับผิดชอบชั่วดี จะเป็นเกราะป้องกันตนเองในการไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด บุหรี่ หรือเหล้า ถ้าร่วมกันทำได้ เยาวชนที่จะโตขึ้นในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า ก็จะเป็นคนไทยที่มีวินัย สามารถเตือนสอนผู้ใหญ่และสังคม ให้ไทยเป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนได้” รัฐมนตรีว่า สธ. กล่าว
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการผ่องถ่ายผู้เสพเป็นผู้ป่วย นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ขณะนี้มีคืบหน้าเป็นอย่างดี มีการดำเนินการในทุกจังหวัดขณะนี้ ถึงแม้จะดำเนินการอย่างเงียบๆ แต่พบว่า ได้ผลดีมีความชัดเจน มีมาตรฐานที่ดี มีประชาชนที่เป็นกลุ่มผู้เสพเข้ารับการดูแลหลายหมื่นคน และการลงนามอย่างเป็นทางการก็จะทำให้สิ่งที่ทำมาแล้วขยายผลอย่างรวดเร็ว
ด้าน นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วยต้องร่วมมือกันในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชนและฝ่ายปกครอง ที่จะต้องช่วยกันดึงผู้เสพให้ออกมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปกติได้ โดยใช้มาตรการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด และให้เกิดความสมัครใจในการเข้ารับบำบัดรักษา ส่วนผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องผ่อนปรนเพื่อให้ผู้เสพยากล้าที่จะเข้ามารับการบำบัดมากขึ้น ซึ่งตรงนี้อยู่ที่มุมมองและความเข้าใจของแต่ละฝ่ายที่ดำเนินการด้วย ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ก็จะเป็นการขยายการดำเนินงานในลักษณะนี้เกิดความชัดเจนขึ้น โดยปัจจุบันมีหลายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ตัวอย่างที่มีความร่วมมือเป็นอย่างดีของชุมชน ฝ่ายปกครอง และผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่สามารถดึงผู้เสพให้มารับการบำบัดรักษาและใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้

