เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการร่างพิจารณาพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่..) พ.ศ.. เรียกประชุมกลุ่มย่อย อาทิ ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ฯลฯ เพื่อหารือก่อนจะมีการประชุมรีทรีต( Retreat) ซึ่งเป็นการประชุมหารือเป็นการเฉพาะผู้เกี่ยวข้อง ตามที่นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ. มอบหมายให้จัดขึ้นเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหากรณีแยกเงินเดือน ในร่างพ.ร.บ.บัตรทอง ซึ่งกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2560 ที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี แต่ปรากฏว่าทางเครือข่ายภาคประชาชนไม่ขอเข้าร่วมในการหารือกลุ่มย่อยครั้งนี้
ต่อมาเวลา 17.00 น. นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการร่างพิจารณาพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่..) พ.ศ.. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ได้มีการหารือถึงประเด็นแยกเงินเดือน ซึ่งที่ประชุมร่วมกันว่า ให้มีการทำแบบจำลองของแต่ละอำเภอว่า เมื่อมีการแยกเงินเดือนแล้วพื้นที่ไหนได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์อย่างไร พร้อมทั้งหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้แต่ละพื้นที่ ซึ่งมีการดำเนินการมาแล้ว อย่างไรก็ตาม อยากให้ประชาชนไม่ต้องกังวล ว่าจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากการแยกเงินเดือนนั้น แม้จะมีบางฝ่ายที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า จะกระทบต่อโรงพยาบาลในพื้นที่ภาคอีสาน แต่สำหรับประชาชนจะได้รับประโยชน์มากกว่าเดิม เนื่องจากหากแยกเงินเดือน ประชาชนในทุกภาคทั่วประเทศจะได้รับเงินรายหัวของสิทธิบัตรทองที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นธรรมกว่าที่ผ่านมา ส่วนโรงพยาบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งเฉย แต่มีแนวทางในการช่วยเหลือ เรียกว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาในการจัดสรรงบเพื่อช่วยเหลือเช่นกัน ส่วนที่กังวลปัญหากระจุกตัวของบุคลากรในเขตเมืองนั้น ทางสธ.มีแผนอัตรากำลังและกระจายบุคลากรแล้ว
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า สาเหตุที่ไม่เข้าร่วมในการหารือย่อยครั้งนี้ เนื่องจากมองว่าไม่มีประโยชน์ เพราะไม่ได้เชิญทุกฝ่ายจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายสนับสนุน อย่างเห็นได้ชัดคือ กลุ่มโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป ทั้งๆที่ประเด็นแยกเงินเดือน เป็นเรื่องสำคัญ และจะกระทบต่อปัญหาทางการเงินของรพ.ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจะกระทบกับการจ้างลูกจ้างพยาบาลและสหวิชาชีพ จนส่งผลต่อการดูแลประชาชนในชนบทในที่สุด แต่กลับไม่มีการเชิญผู้แทนจากโรงพยาบาลชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วม
“ต้องขอบคุณนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการ สธ.ที่พยายามแก้ไขความเห็นต่างด้วยการให้ความสำคัญของการพูดคุยกัน แต่ปรากฏว่าคนที่จัดประชุมหารือกลับไม่เชิญรอบด้าน และไม่เชิญผู้ที่ได้รับผลกระทบ พวกเราภาคประชาชนมองว่าการไปร่วมหารือคงไม่มีประโยชน์ เพราะคงไม่ได้รับการรับฟัง จึงรอการประชุมรีทรีตที่ชะอำ ในช่วงสัปดาห์นี้ดีกว่า ซึ่งได้สื่อสารไปถึงท่านรัฐมนตรีฯ และต้องขอโทษท่านที่มีความหวังดี แต่ผู้ปฏิบัติไม่ได้ปฏิบัติตาม” น.ส.สารี กล่าว

