หน้าแรก ในประเทศ จับเข่า&#8217...

จับเข่า’พล.ท.ปิยวัฒน์’แม่ทัพภาคที่ 4 อัพเดตภารกิจ 14 จว.ใต้

20.07.17 | 13:23 น.

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช เริ่มปฏิบัติภารกิจดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 “มติชน” มีโอกาสจับเข่าคุยกับแม่ทัพป้ายแดงในครั้งนั้น คีย์เวิร์ดมากมายที่แม่ทัพพรั่งพรูออกมาอย่างน่าสนใจ

พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวไว้หลายวรรคทองที่ออกผลในทางปฏิบัติไปแล้วในช่วงเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา อาทิ อยากเห็นกำลังพล และผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ภาค 4 เป็น “ทหารอาชีพ” มิใช่เป็น “อาชีพทหาร” รวมทั้ง “จะใช้กฎหมายนำ การทหารตาม การเมืองขยาย” และกฎเหล็กที่แทบจะสักไว้กับตัว ที่พูดไว้ว่า “เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่กินใต้โต๊ะ กินตามน้ำจะปลดทันที”

“มติชน” ขอกดปุ่มอัดเสียง อัพเดตสาระกับแม่ทัพคนนี้อีกครั้ง

ยิงคำถามแรกให้แม่ทัพกล่าวถึง “ไฟใต้” ปัญหาการก่อความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ปัจจุบันเห็นกันว่าการเจรจาสันติสุขกับฝ่ายความเห็นต่างบนโต๊ะเสิร์ฟของมาเลเซียยังดำเนินต่อไป แต่การก่อเหตุยังคงเกิดขึ้นประปราย

พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า การไปสู้รบกันไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหา กองทัพภาคที่ 4 หันมามุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ให้มั่งคั่ง ยั่งยืน ช่วยชาวบ้านมีงานมีรายได้ แล้วคอยปราบปรามเหตุที่เกี่ยวกับภัยแทรกซ้อนในทุกสิ่งที่กระทำผิดกฎหมาย จับทุกเม็ด ทุกหยด ทุกมวน ทุกขวด หากผู้หลงผิดคิดอยากกลับมาร่วมพัฒนาชาติไทยด้วยกันจะช่วยเหลือให้มีอาชีพ

Advertisement

และขอพูดเต็มปากว่า เหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีอุดมการณ์จริง แต่เป็นกลุ่มผลประโยชน์แน่นอน เอาไปพูดให้ดูรุนแรง อ้างกลุ่มพูโล บีอาร์เอ็น หรือขบวนการต่างๆ ที่เชื่อว่าได้สูญหายไปแล้ว สมัยก่อนมีกลุ่มเหล่านี้จริง แต่รัฐมีแนวทางลับพูดคุยกันจนยอมรับเข้าใจหมดแล้ว ต่างอายุมากขึ้น จนมาถึงระดับกลางพูดคุยจนเริ่มเข้าใจ ต่างปฏิเสธความรุนแรงและเริ่มติดต่อเข้ามามากขึ้น ฝ่ายที่อ้างเป็นขบวนการไม่เคยดูแลสนใจเขาเหล่านี้ ปล่อยให้อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ หลายคนบอกคำเดียวกันว่าไม่เอาแล้ว มันไม่ใช่อุดมการณ์

เมื่อถามถึง “โครงการพาคนกลับบ้าน” ที่ยังเกิดช่องว่างในเรื่องการปฏิบัติงาน

แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า “ต้องทราบก่อนว่า โครงการพาคนกลับบ้านเกิดขึ้นเมื่อปี 2555 มาก่อนผมรับตำแหน่งแม่ทัพในปี 2559 แต่ผมจะปรับปรุงเปลี่ยนใหม่ให้เป็นพาคนกลับบ้านเวอร์ชั่นใหม่”

“โครงการพาคนกลับบ้านจะเริ่มกันใหม่ตามที่เรียกร้อง คือ 1.จัดกำลังพลใหม่ให้มารับผิดชอบในพื้นที่ มีคุณสมบัติ Put the right man in the right job. ตั้งแต่หน้าตาจนถึงนิสัย มีระบบการรับตัวผู้หลงผิด ระบบการควบคุม ระบบการประเมิน ดูแลตั้งแต่ต้นจนผู้เข้าร่วมกลับไปอยู่กับครอบครัว 2.ถ้ากลุ่มคนร้ายมีใจโทรมา เราก็จะไปรับเป็นช่องทางให้กลับมา 3.พวกผู้ก่อการร้ายจะลงมามอบตัว กลัวว่าญาติพี่น้องจะลำบาก ให้ญาติโทรมาบอกผม บอกเจ้าหน้าที่ให้ไปจับ ก็จะอยู่ในเรื่องของการถูกจับกุม ไม่ใช่มอบตัว ญาติพี่น้องจะปลอดภัย”

พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวต่อว่า ช่องทางต่อมาได้ประสานกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย(ผรท.) และกลุ่มที่เคยเป็นอดีตโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายา(จคม.) ทั้งสองกลุ่มจะมาเป็นวิทยากรพิเศษคุยกับผู้ก่อเหตุความไม่สงบ จะให้ไปเล่าเหตุการณ์ก่อนจะเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เล่าถึงยุคนั้น คิดอย่างไรกับรัฐบาล แล้วหลังจากนโยบาย 66/23 ในการยุติความขัดแย้ง รู้สึกอย่างไรที่ออกมามอบตัว

“เราจะให้บุคคลหลงผิดกลับมาอยู่ภายใต้กฎหมายก่อน ถ้าไม่มีทนาย จะจัดทนายให้ไปว่ากันตามกฎหมาย แล้วมาอยู่กับครอบครัว ถ้าพูดแล้วไม่เชื่อ จะให้ ผรท. กับ จคม. และผู้นำศาสนาไปพูด ถ้าคิดว่าไม่ดีก็อยู่บนเขาต่อไป ต้องคิดเอาเองว่าไม่มีใครคบคุณแล้ว หลบๆ ซ่อนๆ อดมื้อกินมื้อ นอกจากไม่มีเพื่อนแล้ว มีเพื่อนเท่าที่เห็นหน้า และพวกระดับบนที่เรียกว่าอะไรก็ตาม ไปอยู่กับคุณในป่าหรือเปล่า เขาอยู่เมืองนอก ลูกหลานเรียนเมืองนอกหมด มีแต่คุณอยู่ในป่า อนาคตอยู่บนเขา มองเห็นอนาคตเลย หกโมงเย็นก็มืดแล้ว มีไส้เดือนเป็นเพื่อน ถ้าคุณลงมา สามารถหางานทำ มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว”

เมื่อถามถึงเรื่องของผลพวงจากเหตุความไม่สงบ ระยะหลังมีการวิจารณ์ถึงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีที่ไม่ได้มาตรฐาน

แม่ทัพกล่าวว่า “ยอมรับอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นไม่เหมือนในหนัง ทุกวันนี้มีการติดตั้งกล้องซีซีทีวี 5-6 พันตัวทั่วพื้นที่ในอำเภอต่างๆ ไม่เหมือนติดตั้งกล้องในร้านสะดวกซื้อ ใครจะหยิบของกล้องก็จับภาพได้ แต่กล้องซีซีทีวีที่อยู่ตามอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ยากที่จะรู้ว่ามีใครก่อเหตุหรือไม่ เราติดตั้งไว้เผื่อจับภาพได้ว่าคนเหล่านี้มาเข้าในเมือง เห็นพอดีจากในกล้อง แต่ถ้าให้มาจ้องมอนิเตอร์ตลอด 24 ชม. คงไม่ใช่ ไม่เหมือนในร้านสะดวกซื้อ ส่วนกล้องที่เสียโทษใครไม่ได้ ต้องโทษลมฟ้าอากาศ ฝนตก ไฟตกตลอด กระชากทีระบบกล้องเสียทันทีเกือบร้อยเครื่อง ตอนนี้กำลังหาบริษัทที่พร้อมจะเข้าเปลี่ยนกล้องหรือซ่อมให้ใช้งานได้ทันที ไม่ใช่รอเสีย แล้วทำเรื่องเบิกก่อน กว่าจะมาซ่อมนั่นอีกหลายเดือน”

พอถามเกี่ยวกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำลงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มชาวสวนยางเชื่อว่าเป็นเรื่องของ 5 เสือปั่นราคา พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า “ผมพยายามแก้ปัญหา นำยางพาราไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ตามนโยบายของนายกฯ เช่น เอามาผสมปูลาดถนน ทำสนามฟุตซอล ทำเป็นเคปยาง คิดว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่ไม่ดีขึ้นเพราะมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่พยายามจะปั่นเอาเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง ตอนนี้นายกฯสั่งมาแล้ว เอายางพารามาทำถนนในเส้นทางสำรอง มีการสำรวจเส้นทางแล้ว เป็นทางเข้าหมู่บ้าน เส้นไหนชำรุดจะซ่อมใหม่ด้วยยางพารา”

ถามต่อว่า คิดว่าช่วยชาวสวนได้แค่ไหน ในฐานะเป็นกองทัพไม่ใช่กลุ่มการเมือง

พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า “คิดว่าช่วยได้ในระดับหนึ่ง สามารถหมุนเวียนให้เศรษฐกิจดีขึ้น เหมือนที่ผมกำลังทำโรงรับจำนำ เป็นทางออกให้ชาวบ้านเหมือนทุกภาคของประเทศไทย พอโรงเรียนเปิด พ่อแม่เอาของไปจำนำเพื่อหมุนเอาเงินไปใช้ ไม่ต้องถูกชักชวนไปรับจ้างวางระเบิด โรยตะปูเรือใบ หรือรับจ้างดูต้นทางเพื่อก่อเหตุ”

แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวเรื่องการจัดระเบียบพื้นที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ด้วยว่า จะทำทั้ง 14 จังหวัดเป็นพื้นที่ปลอดภัย เริ่มไปแล้วที่ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ทั้งเกาะสมุย เกาะเต่า จ.กระบี่ ชุมพร ระนอง พื้นที่ที่มีอิทธิพลต้องกำจัดไม่ให้มี หรือให้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งการจัดการเจ้าหน้าที่รัฐที่ชอบข่มขู่ประชาชน ไม่ว่าทหาร ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เราเคลียร์หมด ไม่มีการย้าย ปลดอย่างเดียว ถ้าย้ายก็จะไปทำให้พื้นที่อื่นเดือดร้อน แล้วยังเรียกผู้มีอิทธิพล นักการเมืองมาคุยก่อน ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง เราจะใช้กฎหมายนำ

สำหรับปัญหาการค้ามนุษย์ในพื้นที่ภาคใต้เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวนั้น พล.ท.ปิยวัฒน์กล่าวว่า “เรื่องแรงงานต่างด้าวมีประจำทุกปี เช่น กลุ่มโรฮีนจาจะมาช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ มาทางเรือช่วงหน้ามรสุม ขึ้นที่กิ่งอำเภอสุขสำราญ จ.ระนอง แล้วมาทางกระบี่ ภูเก็ต ขบวนการอยู่แถวระนอง เรามีชื่อหมดแล้ว”

สุดท้ายถามถึงปัญหายาเสพติด แม่ทัพภาคที่ 4 บอกว่า ที่จริงต้องโทษตั้งแต่ข้างบน (หัวเราะ) ไม่ใช่โทษข้างล่าง

ยาเสพติดมาจากเพื่อนบ้านด้านบนแล้วไล่มาข้างล่าง ช่วงหลังจับได้เยอะมาก เราประสานทั่วประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาทางไหนจับหมด ปักษ์ใต้นี่ก็มา แต่มาไม่เยอะ จะข้ามออกไปทางเพื่อนบ้าน เมื่อไม่นานยังจับยาบ้าถูกยัดอยู่ในคอไก่ชน เจ้าหน้าที่ไปค้นเจอ จับมาได้ 2 ตัว คนร้ายใช้วิธีการนี้แล้ว จับได้ครั้งนั้นรวมกัน 4 พันกว่าเม็ด

ส่วนอาวุธสงครามยืนยันว่าทางใต้ไม่ค่อยมี เพราะหากหลุดเข้าไปมาเลเซีย ใครโดนจับ แค่กระสุนนัดเดียวถึงโทษประหารชีวิตเลย คนที่ต้องการปืนและกระสุนอยู่ทางเหนือ ทางใต้ไม่มี ไม่รู้จะเอาไปให้ใคร

นี่เป็นสาระที่แม่ทัพเปิดอกคุยทั้งหมด

โดย เขมินท์ เกื้อกูล