หน้าแรก ในประเทศ วงเสวนา &#821...

วงเสวนา ‘ผ้าในราชสำนักสยาม’ เผย ‘ผ้า’ 1 ในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ใส่กิเลสลงไปมากที่สุด!

20.07.17 | 17:40 น.

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่มติชนอคาเดมี สโมสรศิลปวัฒนธรรมจัดเสวนา “ผ้าในราชสำนักสยาม” โดยมี อ.ธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ รองผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นวิทยากร และ อ.ชัยวัฒน์ เสาทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เป็นผู้ดำเนินรายการ

อ.ธีรพันธุ์กล่าวว่า สายใยของไหมและฝ้ายได้ผูกมัดใจผมไว้ และเห็นว่าในบรรดาปัจจัย 4 ของมนุษย์ เครื่องนุ่งห่มอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด มนุษย์สวมใส่เสื้อผ้าอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งการมองโลก ทัศนคติ การเมืองการปกครองล้วนอยู่บนลายผ้า เป็นมรดกภูมิปัญญาของมนุษย์ที่ศึกษาอย่างไม่มีวันจบสิ้น

“ผมขอแบ่งคนในพระราชอาณาจักรไทยในสมัยปัจจุบันจากการแต่งกายของผู้หญิงได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ที่อาศัยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและคาบสมุทรภาคใต้ เป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่นุ่งจีบและนุ่งโจง 2.กลุ่มล้านนา อีสาน และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน นุ่งผ้าซิ่น โดยกลุ่มคนที่นุ่งผ้าจีบโจงมักเป็นผู้กุมอำนาจหรือผู้จัดการอำนาจรัฐสยามมาแต่โบราณ สังเกตได้ว่าแฟชั่นและรายละเอียดของผ้ากลุ่มนี้จะเปลี่ยนแปลงบ่อย ส่วนกลุ่มผ้าซิ่นมีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

“คำราชาศัพท์ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อเมื่อมีพระราชปฏิสันถารต่อกันเท่านั้น แต่เราจะเห็นผ้าจากระยะไกล นี่คือเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ต้องการถ่ายทอดภาพจำลองสวรรค์ เพื่อเป็นอุบายในการปกครอง เกิดเป็นระเบียบแบบแผนขึ้นมาว่าผ้าชนิดใดจะเหมาะกับสถานภาพบุคคลแบบไหน ในที่สุดสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเป็นกฎหมาย กฎระเบียบ พ.ร.บ.ต่างๆ โดยที่เก่าแก่ที่สุดคือกฎหมายตรา 3 ดวง” อ.ธีรพันธุ์กล่าว

อ.ธีรพันธุ์กล่าวต่อว่า พระเจ้าแผ่นดินสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ไม่ได้แต่งกายเพียงแบบเดียว แต่มีกาลเทศะในการแต่งกาย ถ้าเสด็จออกแขกเมืองต้องทันสมัย แต่งแบบเปอร์เซีย มีฉลองพระองค์แบบเทศ ถ้าเสด็จอย่างเป็นทางการให้นุ่งผ้าทรงปักลาย หรือหากเสด็จไปเที่ยวลำลองก็จะแต่งอีกแบบหนึ่ง โดยบรรดาผ้าที่อยู่บนตัวคนที่มีความโดดเด่นและมีสาระสำคัญที่สุดคือ “ผ้านุ่ง” สามารถแบ่งผ้านุ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ 1.ผ้าปูม 2.ผ้ายก และ 3.ผ้าลาย

Advertisement

“ผ้าที่เรียกว่าปูม ในตระกูลไทยลาวจะเรียกมัดหมี่ แต่สยามเรียกปูม มีแหล่งผลิตที่สำคัญคือประเทศราศกำพูชา ส่วนมากคนจะนุ่งผ้าปูมไปทำราชการ ถ้าเทียบกับปัจจุบันคือการนุ่งไปออฟฟิศ ส่วนผ้ายกคือผ้าทอที่มีลวดลายยกนูนเหนือผืนผ้า ส่วนมากเป็นไหม และผ้าลายเป็นฝ้าย นุ่งแล้วสบาย เข้ามาตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา มีสีสันสวยงาม คงทน ซึ่งเวลาพระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาลจะบรมราชาภิเษกจะทรงนุ่งผ้ายกลายทอง แต่ถ้าผ้าลายอย่างที่ชาวบ้านนุ่งคุณภาพก็จะลดหลั่นลงมา จะเห็นได้ว่า ‘ผ้า’ อยู่กับคนทุกชนชั้นในทุกยุคทุกสมัย และระบบการผลิตเกิดพัฒนาการไปเรื่อยๆ”

นอกจากนี้ อ.ธีรพันธุ์ยังเล่าถึงการใช้ผ้าในราชสำนักรูปแบบต่างๆ การนุ่งห่มผ้า รวมทั้งมีการสาธิตนุ่งห่มผ้าโจงกระเบนและผ้าจีบโดยมีผู้ฟังเสวนาเป็นผู้ร่วมสาธิต พร้อมทั้งกล่าวว่า การที่เรารู้จักผ้าในวันนี้ทำให้เรารู้จักผ้าได้สนุกขึ้น มีบทสนทนากับเพื่อนเวลาไปเที่ยวชม ทั้งยังเป็นการชี้ชวนให้เข้าใจวัฒนธรรมการแต่งกายเพิ่มขึ้น

“ผ้า ได้รับใช้สังคมในการสร้างภาพแทน สร้างสื่อสัญลักษณ์เพื่อการปกครอง ความร่มเย็นในราชอาณาจักร และผ้าคือ 1 ในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ใส่กิเลสลงไปมากที่สุด ทั้งความเชื่อ ศาสนา การเมืองการปกครอง นี่คือความสำคัญของผ้าในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม และถือเป็นเรื่องชื่นชมยินดีที่องค์กรมหาชนอย่างมติชนทำหน้าที่นี้ในสังคม นำเรื่องราวที่ในบางครั้งเป็นเรื่องลี้ลับหรือเรื่องจรรโลงใจกลับมา อยากให้มีงานอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ จัดทำเป็นงานสัญจรหรือภูมิภาคบ้าง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้สนใจร่วมรับฟังการเสวนาและยกมือถามในประเด็นต่างๆ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ภายในงานยังมีตลาดน้อยประชาชื่น จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเช่นกัน