‘บิ๊กบี้’ ปัดข่าวลือยืดเวลาผ่อนผันใช้พ.ร.ก.ต่างด้าวฯ  ปลัดแรงงานเดินหน้าปรับแก้กม. 39 ฉบับ

21.07.17 | 15:29 น.

เมื่อวันที่ 21  กรกฎาคม   พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวลือในกลุ่มแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการบริษัทนำเข้าแรงงานว่า รัฐบาลไทยเตรียมยืดระยะเวลาผ่อนผันการใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ออกไปโดยไม่มีกำหนดและจะเปิดรับจดทะเบียนให้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายและออกบัตรสีชมพูรอบใหม่เพื่อให้แรงงานผิดกฎหมายอยู่ในไทยได้ต่อไปโดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศไปทำเอกสาร เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานขอย้ำว่าพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่มีนโยบายเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้กับแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายอีกรอบ ดังนั้น หากนายจ้างและสถานประกอบการประสงค์จะจ้างแรงงานต่างด้าวขอให้จ้างแรงงานที่เข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายในระบบ MOU เท่านั้น  ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานได้อำนวยความสะดวกให้นายจ้างสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้รับอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศดำเนินการแทนได้

” สำหรับศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวที่จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2560 นั้น เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานดำเนินการเพื่อให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่มีการจ้างงานและทำงานอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายได้ดำเนินการให้ถูกต้องก่อนที่มาตรา 101 102 119 และ 122 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2561 เท่านั้น และขอเชิญชวนให้นายจ้างที่ยังมีการจ้างแรงงานไม่ถูกต้องรีบมาดำเนินการได้ที่ศูนย์ฯ ตามกำหนดเวลาดังกล่าว” พล.อ.ศิริชัย กล่าว

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการตั้งศูนย์เฉพาะกิจรับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว 3 สัญชาติ ในวันที่ 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม  นี้ ว่า ในขั้นตอนการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวนี้ จะต้องใช้แบบฟอร์มมายื่น พร้อมบัตรประชาชนนายจ้าง สำเนาการรับรองการเป็นนิติบุคคล และรูปถ่ายลูกจ้างขนาด 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่เว็บไซต์ www.doe.go.th ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หรือหากไม่สะดวกเดินทางไปยื่นที่ศูนย์เฉพาะกิจฯ ก็สามารถยื่นเรื่องได้ทางเว็บไซต์ได้ ทั้งนี้ ขอให้นางจ้างดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนี้ และเดินหน้าสู่ขั้นตอนที่ 2 เลย คือการตรวจสอบความเป็นนายจ้างลูกจ้างกันจริงหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้จะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม -6  กันยายน 2560

“ส่วนความคืบหน้าการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 39 ฉบับ รวมถึงเรื่อง 39 อาชีพสงวนของคนไทย ที่จะต้องมาดูใหม่ว่าอะไรที่จะปรับให้แรงงานต่างด้าวทำได้ทำได้นั้นตอนนี้ฟอร์มทีมขึ้นทำทำแต่ละเรื่องแล้ว โดยหลักเรื่องไหนเกี่ยวกับใครบ้างก็จะมีการรับฟังความเห็น แต่การปรับแก้จริงๆ จะใช้ทีมกฎหมายของกระทรวง ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง” ม.ล.ปุณฑริก กล่าว

Advertisement

ด้าน นายอนันตชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า ตอนนี้มีการเปิดศูนย์เฉพาะกิจฯ 101 แห่งทั่วประเทศ ในจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวเกิน 5 หมื่นคนก็จะเปิด 4-5 จุด โดยในต่างจังหวัดนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ให้ผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่ตรวจติดตามและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาระดับจังหวัด อย่างไรก็ตาม สำหรับขั้นตอนการเข้าแจ้งการทำงานที่ศูนย์เฉพาะกิจนั้น เมื่อมีการแจ้งการทำงานแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบความเป็นนายจ้างลูกจ้าง ตั้งแต่ 8 สิงหาคม-6 กันยายนนั้น นายจ้างและลูกจ่างจะต้องเดินทางมาพร้อมกันเพื่อรับการตรวจสอบ และยืนยันว่าเป็นนายจ้าง ลูกจ้างกันจริงหรือไม่ โดยหลักขอให้เป็นนายจ้างลูกจ้างกันก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 และยังดูว่าเป็นแรงงานเด็กหรือไม่ ทั้งนี้ จะมีการตรวจสอบตามรูปแบบเช็คลิสต์ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน ยืนยันว่าไม่มีการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจที่อาจจะนำไปสู่การเรียกรับผลประโยชน์เพื่อให้รับรองสถานการทำงานให้ตามที่มีความกังวลกัน แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในเช็คลิสต์ที่จะใช้ ทั้งนี้เมื่อได้รับการรับรองแล้วเจ้าหน้าที่จะออกเอกสารรับรองการออกนอกพื้นที่ให้กับแรงงานต่างด้าวเพื่อไปดำเนินการพิสูจน์สัญชาติก่อนขอเวิร์คพอมิตต่อไป

นายอนันต์ชัย กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนก่อนพิสูจน์สัญชาตินั้นขอให้แรงงานสัญชาติเมียนมาไปชำระเงินที่เค้าเตอร์เซอร์วิสชำระค่าธรรมเนียม 300 บาท บวกค่าบริการ 10 บาท เพื่อรับวันนัดหมายในการพิสูจน์สัญชาติ เมื่อทราบแล้วก็ไปไปตรวจพิสูจน์ได้ที่ศูนย์ตรวจพิสูจน์สัญชาติ  1.จังหวัดสมุทรสาคร 2.สมุทรปราการ 3.ระนอง 4. อ.แม่สอด จ.ตาก และ 5. อ.แม่สาย จ.เชียงใหม่ ส่วนสัญชาติกัมพูชาให้ไปชำระค่าธรรมเนียมที่เค้าเตอร์เซอร์วิส 2,350 บาท บวกค่าดำเนินการ 10 บาท ก่อนรับใบนัดหมายวันที่จะต้องไปพิสูจน์สัญชาติ เมื่อทราบวันนัดแล้วให้ไปดำเนินการที่ศูนย์พิสูจน์สัญชาติ จ.ระยอง ทั้งนี้ ทั้งแรงงานสัญชาติเมียนมาและกัมพูชาเมื่อได้รับการรับรองสัญชาติแล้วยังไม่ต้องกลับบ้าน แต่ให้ย้ายโต๊ะถัดไป เพื่อให้ตม.ประทับตราวีซ่าเสียค่าธรรมเนียม 500 บาท จากนั้นไปโต๊ะกระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจสุขภาพและซื้อประกันสุขภาพ มีค่าใช้จ่าย 1,000 บาท และไปที่โต๊ะกระทรวงแรงงานเพื่อรับใบอนุญาตทำงานซึ่งมีค่าธรรมเนียม 550 บาท โดยอนุญาตให้ทำงานถึง 31 มี.ค.2561

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า ส่วนแรงงานชาวลาวนั้นยังต้องเดินทางกลับไปที่ประเทศต้นทางเพื่อทำหนังสือเดินทางให้ถูกต้อง โดยขั้นตอนให้ไปติดต่อสถานทูตลาวในกทม. และสถานกงสุลที่ จ.ขอนแก่น เพื่อรับหนังสือออกนอกประเทศ ซึ่งก่อนผ่านตม.ให้ใช้เอกสารรับรองการออกนอกพื้นที่ที่กระทรวงแรงงานออกให้ไปแสดงด้วย ไม่มีค่าใช้จ่าย หากมีเอกสารนี้แล้วยังถูกเรียกรับเงินให้แจ้งมาที่กระทรวงแรงงานได้ทุกช่องทาง หรือแจ้งไปที่ คสช.ก็ได้ ซึ่งตรงนี้นายกรัฐมนตรี และรมว.แรงงานให้ความสำคัญมากว่าต้องไม่มีการทุจริต เรียกรับผลประโยชน์ หากมีจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักทั้งทางวินัยและอาญา ทั้งนี้ เมื่อได้เอกสารเดินทางที่ประเทศต้นทางออกให้แล้ว ให้กลับเข้ามาที่ ตม.ประทับตราวีซ่า มีค่าใช้จ่าย 500 บาท ไปรพ.รัฐเพื่อตรวจสุขภาพ และซื้อประกันสุขภาพรวม 1,000 บาท และไปขอออนุญาตทำงานมีค่าใช้จ่าย 550 บาท