เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พล.ต.ต.สุภากร คำสิงห์นอก ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา (ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นางสาวอัชฌา นาคธรณินทร์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36 ซอยเทวรัตน์ แขวงและเขตบางซื่อ กทม. พนักงานฝ่ายไอที ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมทนาย เข้าลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขน กล่าวหา ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา และ พ.ต.ต.วิชานนท์ บ่อพิมาย สว.กก.สส.ภ.นครราชสีมา เรียกขอรับเงินค่าทำคดีฉ้อโกง เป็นเงิน 500,000 บาท ว่า ยืนยันว่าไม่มีการเรียกรับเงินค่าทำคดีใดๆ คดีนี้น่าจะมีที่มาที่ไป ส่วนตัวไม่เคยรู้จักพบเจอ น.ส.อัชฌา แต่อย่างใด แต่ทราบว่ามีชื่อ น.ส.อัชฌาถูกกล่าวหาเข้าไปพัวพันในคดี
ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา กล่าวว่า จากการตรวจสอบทราบว่า ต้นเรื่องคดีนี้ มีผู้เสียหายซึ่งไม่ใช่ น.ส.อัชฌา เข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ให้ดำเนินคดีกับนางศิริประภา เกตุมัก อายุ 34 ปี ฐานฉ้อโกงให้ร่วมลงทุน ต่อมาตำรวจสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนจับกุมนางศิริประภา ได้ภายในเวลา 1 เดือน เมื่อทำการสอบสวนสอบปากคำนางศิริประภา ให้การซัดทอดว่ามี น.ส.อัชฌา ร่วมฉ้อโกงและเป็นตัวการใหญ่ ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนสอบสวนขยายผล จากนั้นไม่นานทราบว่านางอัชฌาเข้าบันทึกประจำวันที่ สภ.เมืองนครราชสีมา แสดงตัวว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้เสียหายถูกนางศิริประภาฉ้อโกง และเมื่อตรวจสอบข้อมูลที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขนทราบว่าเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียหายจากเครือข่ายลงทุนเดียวกันเข้าร้องทุกข์ที่ สน. บางเขนให้ดำเนินคดีกับ น.ส.อัชฌา และนางศิริประภา ฐานฉ้อโกงด้วย จึงมองว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ
ผบก.ภ.จว.นครราชสีมากล่าวต่อว่า จากข้อมูลที่มี เชื่อว่า น.ส.อัชฌากล่าวหาตนและตำรวจนครราชสีมาเพื่อลดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากทราบว่านครราชสีมากำลังเร่งสืบสวนสอบสวนขยายผลคดีนี้และจากพยานหลักฐาน พบว่ามีผู้เสียหายเครือข่ายลงทุนนี้จำนวนมากคดีนี้จะไปเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน เป็นขบวนการเกิดความเสียหายกับประชาชนจำนวนมากแบบนี้ก็จะมีโทษหนัก นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ น.ส.อัชฌาออกมากล่าวหาตนและผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือในการทำคดีที่ตัวเองตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา
พล.ต.ต.สุภากรกล่าวว่า หลังทราบว่ามีการไปร้องทุกข์กล่าวหาตน ตนได้รายงานทางวาจาต่อ พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.3 แล้ว และจะทำหนังสือรายงาน แจงข้อเท็จจริงตามระเบียบต่อไป และได้สอบถามทางวาจากับ พ.ต.ต.วิชานนท์ สว.กก.สส.ภ.นครราชสีมาแล้ว ได้รับการยืนยันว่าไม่มีเรื่องเรียกรับเงินตามที่กล่าวหา และตนก็เชื่อมั่นในผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้รายงานข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษรตามระเบียบแล้วเช่นกัน
“ผมยืนยันว่าไม่มีการเรียกรับเงินค่าทำคดี หรือรับสินน้ำใจใดๆ จากผู้เสียหายในคดีนี้ หรือคดีอื่นๆ เงิน 500,000 บาท ที่กล่าวหา ไม่มีจริง ผมและตำรวจในชุดทำคดีไม่ได้รับเงินใดๆ ทั้งนั้น แม้แต่สินน้ำใจหรือค่าน้ำมัน 500 บาท 1,000 บาทก็ไม่มี มีการกล่าวหาแจกแจงเป็นสัดส่วนต่างๆ ก็คงเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ผมก็ไม่ทราบว่าทำอย่างนั้นทำไม เป็นการกล่าวหาที่ทำให้ผมเสียหาย ผมก็ต้องใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเองเช่นกัน กำลังพิจารณาดำเนินการอยู่” พล.ต.ต.สุภากรกล่าว และว่า ภาพถ่ายที่มีการนำมาแสดง จำได้ว่ามีการส่งมอบหลักฐานทางคดี แต่จำรายละเอียดไม่ได้
ทั้งนี้ กรณีนี้ น.ส.อัชฌาเปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2558 น.ส.อัชฌาได้รู้จักกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนดังแห่งหนึ่งย่านดุสิต ที่มาซื้อสลากสินทวี ธนาคาร ธ.ก.ส.เป็นเงินจำนวน 150 ล้านบาท จากนั้นได้ชักชวนกันไปลงทุนเล่นเบอร์ทอง กับนางศิริประภา เกตุมัก อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นบริบาลดูแลแม่ของ น.ส.อัชฌา ระยะแรกพอมีรายได้ แต่ไม่นาน น.ส.อัชฌาอ้างว่าถูกนางศิริประภาเชิดเงินของตนเองไป 11 ล้านบาท ของอดีต ผอ.โรงเรียนย่านดุสิตคนดังกล่าวไป 78 ล้าน ทางพวกตนจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ให้ดำเนินคดีกับนางศิริประภา ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.60 กระทั่งวันที่ 14 มิ.ย.60 ตำรวจจับ น.ส.ศิริประภาได้
เวลา 15.00 พ.ต.อ.อำนาจ อินทรศวร ผกก.สน.บางเขน กล่าวว่าจากการตรวจสอบบันทึกประจำวันที่ทางน.ส.อัชฌา มาแจ้งความไว้นั้นพบว่าข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึง ผบก.ภูธรจังหวัดนครราชสีมา และพ.ต.ต.วิชานนท์ บ่อพิมาย สว.กก.สส.ภ.จว.นครราชสีมา ข้อหา “เรียกรับสินบน เกิน 3,000 บาท” นั้นไม่อยู่ในอำนาจสอบสวนของสน.บางเขน เนื่องจากสถานที่ต่างๆ ที่ให้ปากคำมานั้นอยู่ที่จังหวัดนครราชศรีมา จึงจะทำเอกสารคำให้การต่างๆส่งไปให้ทางสภ.เมืองนครราชศรีมา เป็นฝ่ายดำเนินการ

