เมื่อเวลา 13:00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมศรียานนท์ โซน ซี อาคาร1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านความมั่นคง (รองผบ.ตร.มค.) เป็นประธานการประชุมเรื่องการเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร บริเวณศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ กรณีศาลฯกำหนดอ่านคำพิพากษา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่25สิงหาคมนี้ โดยมีตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ พื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนผู้ให้การสนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง
พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลความสงบเรียบร้อย ที่เกี่ยวเนื่องกับการตัดสินคดีจำนำข้าว ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย มีกำหนดแถลงปิดคดีในวันที่ 1สิงหาคมและตัดสินคดีในวันที่ 25 สิงหาคม รวมทั้งการอ่านคำตัดสินคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. เป็นจำเลย ในวันที่2สิงหาคม
รองผบ.ตร. กล่าวต่อว่า เบื้องต้นจะมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าในการดูแลความสงบเรียบร้อยโดยใช้แผนกรกฎ 52 เป็นแผนหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อย ทั้งเรื่องความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ทั้งนี้เรื่องที่เป็นห่วงและกังวลก็คือความปลอดภัยและการก่อเหตุของมือที่3ที่อาจเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการจราจรบริเวณศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในส่วนของการจราจรนั้นสั่งการให้สน.ทุ่งสองห้อง ไปประเมินสถานการณ์และวางแผนปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ขณะที่เรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีแนวคิดรุนแรงหรือกลุ่มมือที่3นั้น สั่งการให้ตำรวจสันติบาลและตำรวจสืบสวนในพื้นที่เป้าหมายติดตามความเคลื่อนไหวแล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าในวันที่1สิงหาคมจะมีมวลชนมาให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ประมาณ 1,000 คน ส่วนกำลังของเจ้าหน้าที่นั้นยังอยู่ระหว่างการประเมิน ว่าจะใช้กำลังเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมและจะต้องดึงกำลังจากหน่วยใดบ้างมาช่วยกำลังของตำรวจนครบาลในการดูแลความสงบเรียบร้อย
พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวต่อว่า สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5ที่ดูแลพื้นที่ภาคเหนือไปติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พบมีความเคลื่อนไหวในลักษณะอาจเข้าข่ายระดมมวลชนยุยงปลุกปั่น ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยขณะนี้พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนในลักษณะของการชักชวนกันทางโซเชียลมีเดีย เป็นลักษณะของการนัดรวมตัวกันหรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่อาจเข้าข่ายปลุกระดมมวลชนจึงสั่งการให้ตำรวจกองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ติดตามกลุ่มโซเชียลมีเดียกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดแล้ว รวมทั้งความเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดียการโพสต์ข้อความการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มนักการเมืองหรือกลุ่มแกนนำทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการโพสต์ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เอง หากพบว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.การชุมนุมฯ หรือขัดคำสั่งคสช. กระทบต่อความมั่นคงจะต้องดำเนินคดีทุกราย โดยขณะนี้ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่จับตาอยู่1-2ราย ที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา สั่งการให้ไปดำเนินการตามกฎหมาย
รองผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่จะไม่มีการห้ามหรือสกัดแต่อย่างใดจะอำนวยความสะดวกให้ แต่หากมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดกฎหมายเช่น ผิดพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะหรือกฎหมายอื่นๆต้องดำเนินการทันที เช่น การรวมตัวให้กำลังใจก็ต้องดูว่าเข้าข่ายชุมนุมหรือไม่ หากจะมีการชุมนุมต้องขออนุญาตต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจในพื้นที่ล่วงหน้าอย่างน้อย1วัน การมาให้กำลังใจต้องให้กำลังใจเฉยๆไม่ใช่การรวมตัวอย่างอื่น และต้องไม่พกอาวุธ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตามจากการประเมินสถานการณ์ขณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ หรือขอใช้อำนาจ มาตรา44 ออกคำสั่งใดๆ แต่ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกคำสั่งมา7ฉบับให้ตำรวจทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามสืบสวนเฝ้าระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวาย รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด
รองผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ห่วงกังวลคือการก่อความรุนแรงของกลุ่มมือที่3กลุ่มหัวรุนแรง จึงสั่งการให้ทั่วประเทศติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆทุกกลุ่ม รวมทั้งเฝ้าระวังการลักลอบขนอาวุธที่อาจนำมาใช้ในการก่อสถานการณ์ความรุนแรง ส่วนการพูดคุยกับแกนนำนปช. หรือแกนนำกลุ่มการเมืองอื่นๆนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารส่วนของตำรวจเพียงแต่ดูแลความสงบเรียบร้อยไม่ให้เกิดเหตุวุ่นวายละเมิดกฎหมายเท่านั้น
“ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ห้ามการมาให้กำลังใจมวลชนสามารถเดินทางมาได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายทำตามกบิลบ้านกบิลเมือง ไม่ก่อความวุ่นวาย ส่วนความรู้สึกของมวลชนหลังจากที่ศาลมีคำตัดสินในคดีจำนำข้าวนั้นผมคงบอกไม่ได้ ผมมีหน้าที่เพียงดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายไม่ให้มีการละเมิดกฎหมาย ทั้งนี้หากมีความจำเป็น ผมจะบัญชาการเหตุการณ์ด้วยตัวเอง”พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวและว่า การประชุมในวันนี้เพื่อเตรียมการรับมือการแถลงปิดคดีในวันที่1สิงหาคม และจะมีการประชุมอีกครั้งก่อนวันอ่านคำตัดสิน
ด้าน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลด้านความมั่นคง กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ในวันที่1สิงหาคมไม่มีอะไรน่ากังวลเนื่องจากเป็นวันแถลงปิดคดี จะคล้ายๆกับทุกนัดที่ผ่านมา แต่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือวันที่ 25 สิงหาคม โดยในวันที่ 15 สิงหาคมทางศาลฯประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งขอบเขตในการปฏิบัติต่างๆ จากนั้นในวันที่ 17 สิงหาคม ตนจะประชุมหน่วยงานต่างๆทางตำรวจสันติบาลสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกองทัพ เพื่อหารือวาง แผนดูแลความสงบเรียบร้อยในวันที่ 25 สิงหาคมต่อไป

