อ.รัฐศาสตร์ จุฬา ชี้หอศิลป์ไทยไร้ปวศ. ติงแขวนภาพล้ำค่าเหนือแอร์ตั้งพื้น ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน

27.07.17 | 17:12 น.

ผ่านไปแล้วหมาดๆ สำหรับเสวนา “ไม่มีประวัติศาสตร์ในหอศิลปะและพิพิธภัณฑ์ศิลปะของไทย?” โดย ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจน์กิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Museum in Focus” คือ วงสนทนาของคนวงการพิพิธภัณฑ์ เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน กรุงเทพฯ
ประกอบด้วยเนื้อหาที่น่าสนใจมากมาย ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า การทำพิพิธภัณฑ์ ไม่ควรเริ่มจากการสร้างตึกโดยไม่มีเนื้อหาดังที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่มีการพูดคุยหลายรอย มีการขอซื้อผลงานของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียง ปัจจุบันหากอยากรู้ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย ไม่มีให้ชมในประเทศไทย แต่ต้องบินไปที่สิงคโปร์ แม้กระทั่งผลงานของพระสรลักษณ์ลิขิต ซึ่งไม่มีในหอศิลป์ของไทย

ผศ.ดร.บัณฑิต ยังกล่าวถึงประเด็น เกิดขึ้นของหอศิลปะร่วมสมัย เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ของนายบุญชัย เบญจรงคกุล, หอศิลป์ใหม่เอี่ยม ที่จังหวัดเชียงใหม่และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร รวมถึงจะมีกิจกรรมเกิดขึ้นมากมาย โดยตั้งคำถามว่า การมีหอศิลป์เล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการของศิลปะไทยหรือไม่

“ของชิ้นเยี่ยมที่มีอาจไร้ราคาหากปราศจากคำอธิบายที่เหมาะสม เมื่อไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ หรือที่เรียกกันว่า หอศิลป์เจ้าฟ้า ซึ่งมีงานสำคัญเป็นจำนวนมาก จะพบว่าไม่มีคำอธิบาย เช่น จิตรกรรรมไทยประเพณีก่อน 2475 มีเรื่องการแห่พระแก้ว ,ภาพเขียนตอนไฟไหม้ในพระบรมมหาราชวัง ,เจ้าเวียงจันทน์ อาสาตีหลวงพระบาง รวมถึงภาพร่างของขรัว อินโข่ง ซึ่งมีความสำคัญมากในเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะจากทิวทัศน์ไทยดั้งเดิมสู่การมองแบบวิทยาศาสตร์ตามอย่างตะวันตกเป็นครั้งแรก เป็นความพยายามในการเรียนรู้โลก แต่เมื่อเดินเข้าไปกลับเหมือนเป็นสูญญากาศทางความคิด มีภาพแขวนโดยไม่มีความสัมพันธ์กับผู้ชมเลย คำถามคือ จะจัดวางกันอย่างนี้หรือ

ศิลปะส่องให้เห็นตัวเราเอง เป็นกระจกสะท้อนสังคม การเมือง วัฒนธรรม วัตถุเหล่านี้ควรจัดวางใหม่ โดยมีประเด็นที่ควรได้รับการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ เพื่อเป็นฐานพัฒนาเศรษฐกิจสังคมในอนาคต จึงน่าเสียดายมากที่หอศิลป์เจ้าฟ้า กลับทิ้งความทรงจำที่ขาดวิ่นให้ประกอบใหม่ ยังไม่นับการจัดวางที่น่าเป็นห่วง เช่น ติดภาพเหนือแอร์ตั้งพื้น ทำให้แอร์เป่าภาพ ไม่มีที่ไหนในโลกทำแบบนี้ บางครั้งผลงานโดนแสงบ้างไม่โดนแสงบ้าง เป็นการจัดวางที่น่าเศร้าใจ และยังไม่มีเรื่องเล่าให้ชมว่าตกลงแล้วพัฒนาการศิลปะสมัยใหม่เริ่มต้นและหยุดตรงไหน อย่างไร ?”

Advertisement

ผศ.ดร.บัณฑิต กล่าวต่อว่า เรื่องพื้นที่เป็นอุปสรรคที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ ‘กลิ่น’ ภายในหอศิลป์เจ้าฟ้า ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ งานศิลปะชั้นดีไม่มีทางได้รับอนุญาตให้มาจัดแสดง เพราะมีโอกาสมากที่ราจะขึ้นภาพ สำหรับกรณีพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย หรือ MOCA ซึ่งเป็นของเอกชน ข้อดีคือมีชุดสะสมที่หลากหลาย เจ้าของใจกว้าง ผู้ชมสามารถเดินชมได้อย่างอิสระ มีงานชิ้นสำคัญ ทั้งยังอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ ต่างจากพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง อย่างไรก็ตาม การจัดวางงานศิลปะเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีธีม

โดยสรุปแล้ว พิพิธภัณฑ์ศิลปะในประเทศไทย มีการจัดวางที่ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้านความรู้สึกนึกคิด เช่น กรณีขรัว อินโข่ง ซึ่งเป็นผู้นำมุมมองจากตะวันตกมาใช้ในภาพเขียนไทยเป็นครั้งแรก แต่หอศิลป์ของไทยกลับทิ้งให้ผู้ชมตีความเอง โดยไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

ผศ.ดร.บัณฑิต ยังกล่าวอีกว่า ประเทศไทยน่าเศร้า เนื่องจากไม่มีนักประวัติศาสตร์ศิลปะจริงๆสักเท่าไหร่ ในขณะที่สิงคโปร์มีการทำงานวิจัยอย่างหนักเพื่อรวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีการเตรียมการเป็นอย่างดี เริ่มจากตั้งคำถามว่าจะทำอะไรในภูมิภาคนี้ และจะเดินสู่จุดมุ่งหมายอย่างไร ไม่ใช่คิดว่าจะสร้างตึกแล้วเอาของใส่เข้าไปเหมือนเมืองไทย

“สิงคโปร์ขายความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยในช่วงหลายปีมานี้มีความพยายามดำเนินการหลายอย่าง เช่น รวบรวมงานศิลป์ชั้นนำ รวมถึงละคร ศิลปะการแสดงและนิทรรศการศิลปะระดับโลก ถามว่าตกลงแล้วพื้นที่ศิลปะในรอบหลายปีของไทยอยู่ตรงไหน ขณะที่เพื่อนบ้านเดินไปข้างหน้า บางคนบอกเชียงรายมีศิลปินเยอะมาก เคยเตรียมการสร้างหอศิลป์ แต่วิธีคิดแบบเราคือ เหมือนเอาของไปทำบุญ ทั้งที่จริงๆแล้วต้องมีการจัดวางระบบการลงทะเบียน ประเมินคุณค่าก่อนรับของเข้ามาในคอลเลกชั่น” ผศ.ดร.บัณฑิตกล่าว