เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 242/2557 ที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร กับพวกรวม13 คน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ,ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 ในฐานะนายทะเบียนและรองนายทะเบียนสหกรณ์เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3
ว่า ผู้ฟ้องทั้ง 13 คนได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากคำสั่งผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง13พ้นจากการเป็นคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยอ้างรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ถูกฟ้องคดีที่3และรายงานผลการตรวจสอบของผู้ตรวจการสหกรณ์ว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง13 ในฐานะคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ได้กระทำหรืองดเว้นการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หลายประการ โดยผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฏหมาย การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1โดยเฉพาะ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่2ได้ปฏิบัติราชการแทน มีการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ และไม่มีการแจ้งสิทธิให้โอกาสคู่กรณีได้โต้แย้งแสดงหลักฐาน และผู้ถูกฟ้องคดีที่2ไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนออกคำสั่ง และข้อกล่าวอ้างในคำสั่งยังเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง13พ้นตำแหน่ง
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายทะเบียนสหกรณ์อาจมอบอำนาจให้รองนายทะเบียนปฏิบัติราชการแทนและมีอำนาจออกคำสั่งให้คณะกรรมการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่กระทำหรืองดเว้นการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นเพียงการดำเนินการเพื่อให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงรูปแบบหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีข้อเท็จจริงว่าปรากฏข้อมูลการกระทำผิดที่ได้แจ้งชัด สามารถนำมาประกอบการพิจารณาออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง13คนพ้นตำแหน่งได้ และผู้ฟ้องคดีทั้ง13คนได้รับทราบถึงความบกพร่องในการบริหารงานและพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ 1กับพวกโดยละเอียด ซึ่งผู้ถูกฟ้องที่3จะแจ้งให้มีการแก้ไข แต่ผู้ฟ้องคดีทั้ง13คนไม่ยอมแก้ไข แต่กลับดำเนินการถอนฟ้องคดีแพ่งและอาญาที่สหกรณ์ฯเคยฟ้องผู้ฟ้องคดีที่1กับพวกทุกคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาและให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง13คนชี้แจงเหตุผลหลายครั้งแล้ว ประกอบกับความเสียหายในสหกรณ์มีมูลค่าความเสียหายสูงเกือบ2หมื่นล้านสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 13 พ้นจากตำแหน่ง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งจึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ข้อกล่าวอ้างผู้ฟ้องคดีทั้ง13ฟังไม่ขึ้น ให้ยกฟ้อง
วันเดียวกัน ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดี เกี่ยวกับสหกรณ์คลองจั่น หมายเลขดำที่ 913/2557 ที่ นางรุ่งนิภา กาญจน์รักษ์ สมาชิกสหกรณ์คลองจั่น ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ,กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีละเลยต่อหน้าที่ฯ ปล่อยให้มีการการะทำละเมิดของคณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่อาจถอนเงินหุ้นและไม่อาจเบิกเงินฝากในสหกรณ์ทั้งหมดเพื่อนำมาจ่ายได้ และได้มีประกาศงดการลาออกของสมาชิก ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าความเสียหายที่เกิดกับสหกรณ์และผู้ฟ้องคดีเกิดจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง2ละเลยการแก้ปัญหา มีเจตนาปกปิดข้อมูลที่ต้องแจ้งแก่สมาชิก รวมทั้งมีการให้รางวัลตัวบุคคลในสหกรณ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือสร้างภาพหลอกลวงสมาชิกจูงใจให้นำเงินมาฝาก อันเป็นการทำละเมิด จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน2ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปี
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียน ได้กระทำการล่าช้าในการสั่งปลดนายศุภชัย ให้พ้นตำแหน่งทั้งคณะนับจากวันกระทำผิดครั้งแรกเมื่อปี2543 จนเป็นเวลากว่า10ปีสร้างความเสียหายแก่สหกรณ์และสมาชิกเป็นอย่างมากถือว่าละเลยหน้าที่ตามกฎหมาย และเห็นว่าค่าเสียหายของผู้ฟ้องคดีมาจาก2สาเหตุ คือ การทำจุจริตของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่เป็นสาเหตุหลัก และการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าของผู้ถูกฟ้องที่เป็นสาเหตุรองที่สร้างความเสียหายขึ้นเรื่อยๆ กรณีดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่าการทุจริตของคณะกรรมการสหกรณ์ย่อมมีสัดส่วนที่สูงกว่าผลจากการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไม่อาจถือว่าจำนวนเงินค่าหุ้นทั้งหมดเป็นมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงตามทุนทรัพย์ที่ผู้ฟ้องคดีได้ระบุไว้ในคำฟ้อง ทั้งนี้เป็นเพราะมีสมาชิกสหกรณ์จำนวนมากยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมและมีคำพิพากษาให้สหกรณ์ชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งศาลล้มละลายมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการผู้ฟ้องคดียังอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ได้รับเงินคืน จึงยังไม่เป็นความเสียหายที่แน่นอน จึงเป็นความเสียหายที่ศาลไม่อาจบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ชดใช้ตามคำฟ้องได้ คงมีแต่เฉพาะความเสียหายขาดประโยชน์หรือดอกเงินฝากค่าหุ้น จึงสมควรกำหนดให้ค่าสินไหมทดแทนผู้ฟ้องคดี4หมื่นบาทและดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปีนับแต่วันฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องที่ 2ให้ยกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่1 เพียงคนเดียว
ส่วนคดีที่ 3เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2472/2556 คดีพิพาทระหว่าง น.ส.นวลฉวี เกตุวัฒนเวสน์ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวก รวม 15 คน(มีผู้ฟ้องคดียื่นถอนฟ้องไป6ราย เหลือ9ราย) ยื่นฟ้อง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักส่งเสริมสหกรณ์ กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 คณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่1-5 ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีละเลยต่อหน้าที่ฯ ปล่อยให้มีการกระทำละเมิด
โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1และ2ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ปล่อยให้ผู้บริหารสหกรณ์ทุจริตบริหารงานมิชอบเป็นเวลานาน รวมทั้งไม่เปิดเผยข้อมูลการทุจริตให้ที่ประชุมสมาชิกรับทราบ ทำให้สมาชิกสหกรณ์ที่เคยได้รับดอกเบี้ยสูงจากการดำเนินการที่ไม่ชอบนำเงินมาลงทุนมากยิ่งขึ้น จนสร้างความเสียหายต่อสมาชิกร้ายแรง กรณีจึงถือเป็นการละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ความเสียหายยังไม่อาจถือว่าจำนวนเงินค่าหุ้นทั้งหมดเป็นมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงตามทุนทรัพย์ที่ผู้ฟ้องคดีได้ระบุไว้ในคำฟ้อง ทั้งนี้เป็นเพราะมีสมาชิกสหกรณ์จำนวนมากยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมและมีคำพิพากษาให้สหกรณ์ชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งศาลล้มละลายมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการผู้ฟ้องคดียังอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ได้รับเงินคืน และต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของผู้ฟ้องคดีทั้ง9ตามกรณี จึงมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีที่ ทั้ง 8 ราย เป็นจำนวนเงิน1,000-300,000บาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีอื่นให้ยกฟ้อง

