เปิดแผน “กรกฎ 52” 4 ขั้นตอนรับมือคดีใหญ่

หมายเหตุ – สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เตรียมแผนกรกฎ 52 ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในคดีสำคัญ ได้แก่ คดีจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย โดยมีกำหนดแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 1 สิงหาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลนัดพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม รวมทั้งอ่านคำพิพากษาคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (อดีต ผบช.น.) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในวันที่ 2 สิงหาคมนี้

 

การปฏิบัติตามแผน “กรกฎ 52” แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 ขั้นเตรียมการ (ก่อนเกิดเหตุ) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการด้านการข่าว ประสานงานกับหน่วยงานข่าวต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อสนับสนุนตามแผน เตรียมกำลังหน่วยต่างๆ ทั้งหน่วยปฏิบัติ หน่วยสนับสนุน รวมทั้งหน่วยเฉพาะกิจ จัดการฝึกอบรมซักซ้อมการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จัดเตรียม จัดหาสิ่งอุปกรณ์ เตรียมเคลื่อนย้ายหน่วยเข้าปฏิบัติภารกิจและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เตรียมการด้านส่งกำลังบำรุง

เตรียมสถานที่ควบคุม สถานที่สอบสวน กรณีมีการจับกุมและควบคุมผู้ก่อความไม่สงบจำนวนมาก ดำเนินการด้านชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ทุกรูปแบบให้เป็นธรรม และเตรียมปฏิบัติการด้านประชาสัมพันธ์และจิตวิทยาต่อประชาชน จัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะ กรณีเฉพาะพื้นที่ในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบทุกรูปแบบ เตรียมตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า (ศปก.สน.) ในพื้นที่ เพื่อควบคุมสั่งการแต่ละพื้นที่ แต่ละขั้นตอนไว้ให้ชัดเจน ให้สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (สยศ.ตร.) ติดตามประเมินผลการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและมีรูปธรรมชัดเจน

ขั้นตอนที่ 2 การเผชิญเหตุ (ขณะเกิดเหตุ) เมื่อมีสถานการณ์ก่อความไม่สงบเกิดขึ้น ให้หน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่จัดส่งกำลังตำรวจท้องที่เข้าระงับเหตุ รักษากฎหมาย จัดระเบียบบริเวณที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง ด้วยการแยกพื้นที่เกิดเหตุออกจากพื้นที่ทั่วไป กันประชาชนให้อยู่ห่าง ไม่ให้เข้าพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อความปลอดภัยและสะดวกต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่

ดำเนินการรักษาความปลอดภัยสถานที่และบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะเป้าหมายที่อยู่ใกล้สถานที่เกิดเหตุ จัดการจราจรบริเวณที่เกิดเหตุ และพื้นที่ต่อเนื่อง เพื่อให้กระทบต่อสาธารณชนน้อยที่สุด ใช้ศูนย์ปฏิบัติการแต่ละระดับตั้งแต่ บก.ภ.จว./บก.น./บช.น./บช.ภ.และ ศชต.ในการติดตามควบคุมสั่งการรักษาความสงบและแก้ไขปัญหาตามขั้นตอน

ใช้การเจรจาต่อรองหรือปฏิบัติการ โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ชื่อสกุล ข้อมูลแกนนำ ผู้ปฏิบัติการต่างๆ ของผู้มารวมตัวกัน และมีแนวโน้มว่าจะก่อความไม่สงบ รวมทั้งจัดเก็บภาพนิ่งและภาพวีดิทัศน์ในเหตุการณ์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีอาญา ประชาสัมพันธ์ให้ทราบข้อเท็จจริงของสถานการณ์และการกระทำว่าผิดตามกฎหมายใด มีอัตราโทษอย่างไร

กรณีที่ยังไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันทีหรือเป็นการละเมิด เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่สาธารณชน สังคม ให้ใช้มาตรการตามกฎหมายโดยร้องขอต่อศาล ให้ผู้ก่อความไม่สงบหรือผู้มารวมตัว ยุติการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ขั้นตอนที่ 3 ใช้กำลังเข้าคลี่คลายสถานการณ์ ประกอบด้วย

1.เมื่อการเจรจาต่อรองหรือปฏิบัติการอื่นใดไม่เป็นผล สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และของทางราชการ ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์พิจารณาสั่งใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ และรายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ ผ่าน ศปก.ตร.ทันที

2.กรณีความไม่สงบจากการชุมนุมเรียกร้อง เมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายและอาจนำไปสู่ความรุนแรงนอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ประสานปรึกษากับผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ได้รับมอบหมายก่อนสั่งใช้กำลังเพื่อเข้ายับยั้งหรือคลี่คลายสถานการณ์

3.กรณีการชุมนุมเรียกร้องหากมีการกระทำผิดกฎหมายชัดเจน และผลการกระทำอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือผู้กระทำผิดอาจหลบหนีไปก่อน ให้ผู้บัญชาการเหตุกาณณ์พิจารณาดำเนินการตามความจำเป็นเร่งด่วน แล้วรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับบัญชาทราบ

4.การใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ให้เป็นไปตามสมควรแก่เหตุ และกฎการใช้กำลัง ตามลำดับ ดังนี้ 4.1 การแสดงกำลังของตำรวจ 4.2 การใช้คำสั่งเตือน 4.3 การใช้มือเปล่าจับกุม 4.4 การใช้มือเปล่าจับล็อกบังคับ 4.5 การใช้เครื่องพันธนาการ ปืนยิงตาข่าย 4.6 การใช้คลื่นเสียง 4.7 การใช้น้ำฉีด 4.8 อุปกรณ์เคมี เช่น แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย 4.9 กระบองหรืออุปกรณ์ที่ใช้ตี 4.10 อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น กระสุนยาง และอุปกรณ์ชอร์ตไฟฟ้า

5.หากดำเนินการตามข้อ 4 แล้ว ยังไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ ให้เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่าน ศปก.ตร.เพื่อเสนอรัฐบาลใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และมอบหมายให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวเข้ารับผิดชอบ หรือพิจารณาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะพื้นที่ เพื่อเพิ่มอำนาจในการปฏิบัติตามกฎหมายให้แก่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ หรือประกาศกฎอัยการศึกเพื่อปราบปรามขั้นเด็ดขาด ซึ่งการปฏิบัติการขั้นนี้ฝ่ายทหารจะเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการ

ขั้นตอนที่ 4 การฟื้นฟู (หลังเกิดเหตุ) เมื่อสถานการณ์อันเกิดจากความไม่สงบเรียบร้อยคลี่คลายสู่สภาวะปกติ ให้หน่วยงานดำเนินการสอบสวน ดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด จัดหน่วยทำหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของผู้ปฏิบัติงาน สนับสนุนส่วนราชการที่มีหน้าที่ฟื้นฟู บูรณะทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อได้รับการร้องขอ

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)

การเตรียมรับมือมวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันนัดพิพากษาคดีรับจำนำข้าว วันที่ 25 สิงหาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น มีการเรียกประชุมไปเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ต้องรอคำสั่งจากทางศาลฯว่า จะให้จัดกำลังอย่างไร สำหรับแผนกรกฎ 52 นั้น คงไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่จะมีการเปลี่ยนอะไรกำลังพลอย่างไรนั้น ต้องรอคำสั่งจากทางศาลฯก่อน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมกำลังเต็มอัตราศึก ขณะนี้ยังไม่มีการเคลื่อนตัวของกลุ่มใด หากมีการเคลื่อนไหวจะทำการร้องทุกข์ดำเนินคดีข้อหายุยงปลุกปั่น สำหรับกลุ่มมือที่ 3 ทราบว่ามีการเคลื่อนบ้างแล้วและได้ขอศาลออกหมายจับไปแล้ว 3 หมายจับ ในข้อหายุยงปลุกปั่น เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม อยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าจะออกหมายจับให้หรือไม่

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ
รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ดูแลงานความมั่นคง

การที่มวลชนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะมารับฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องสิทธิ แต่หากมวลชนมีการยุยงเพื่อให้ก่อความวุ่นวายจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ อย่างไรก็ดีหลังจากนี้ในวันที่ 17 สิงหาคม จะมีการประชุมกับหน่วยงานความมั่นคงอีกครั้ง ทั้งตำรวจสันติบาล สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกองทัพ หลังจากที่รับฟังนโยบายจากศาลฯก่อนว่า มวลชนสามารถมาให้กำลังใจได้บริเวณไหนได้บ้าง แต่ทั้งนี้ทางหน่วยงานความมั่นคงมีแผนดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับศาลต่างๆ พร้อมแผนเผชิญเหตุหากเกิดความวุ่นวาย รวมทั้งแผนดูแลประชาชน ตลอดจนการจราจรไว้แล้ว อย่างไรก็ดีจากการประชุมเมื่อวาน (26 ก.ค.) ประเมินจากพื้นที่ว่างของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจประมาณ 2,000 คน แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปการประเมินมวลชน ต้องรอดูใกล้วันตัดสินอีกครั้ง

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สายฮาขนาดนี้ยังไม่รอด ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ รับเคยเป็นโรคซึมเศร้า เหตุงานน้อยหมดหวังจนเกือบออกจากวงการ
บทความถัดไปเบรกความฮา ‘น้องปีใหม่’ ลูกสาวแม่แอฟ เปลี่ยนลุคเป็นสายเกาหลีน่ารักใสๆ ยิ่งโตยิ่งสวย