นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ภายหลังได้เปิดศูนย์รับแจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม ล่าสุดมีผู้มาแจ้งการทำงานตามศูนย์ทั่วประเทศ ทั้ง 100 แห่ง ณ เวลา 13.00 น ของวันที่ 28 กรกฎาคม พบว่ามีนายจ้างยื่นคำขอจ้างแรงงานต่างด้าว จำนวน 55,515 ราย แจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว จำนวน 182,116 ราย โดยเป็นชาวเมียนมามากที่สุด รองลงมาเป็นชาวกัมพูชา และลาวตามลำดับ อีกทั้งพบว่า 5 จังหวัดที่มีการแจ้งการทำงานของแรงงานต่างด้าวมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง ปทุมธานีและเชียงใหม่ ตามลำดับ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคที่มีนายจ้างยื่นคำขอจ้างแรงงานต่างด้าวน้อยที่สุด นอกจากนี้ ส่วน 11 ศูนย์ในกทม.พบว่าตลอดระยะเวลาที่เปิดให้นายจ้างเข้ามายื่นหลักฐานพบว่า ศูนย์ธัญญาปาร์ค ถ.ศรีนครินทร์ เขตสวนหลวง รับแจ้งมากที่สุด รองลงมาคือ สถานีขนส่งสายใต้ ชั้นเอ็ม ถ.บรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน วันละกว่า 1,000 ราย
นายอนันต์ชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับปัญหาที่และอุปสรรคที่พบในศูนย์ 100 แห่งทั่วประเทศ พบว่าเกิดปัญหาดังนี้ อันดับแรก อุปกรณ์และบุคลากรไม่เพียงพอต่อจำนวนนายจ้างและต่างด้าวที่เดินทางมายังศูนย์แต่ละแห่ง ทำให้ไม่สามารถบริการและอำนวยความสะดวกประชาชนได้อย่างทั่วถึง ต่อมานายจ้างจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าการเปิดศูนย์ดังกล่าวจะดำเนินการได้ทุกเรื่อง ซึ่งต้องบอกว่าศูนย์ดังกล่าวเปิดรับแจ้งเฉพาะต่างด้าวที่ไม่ถูกกฎหมายเท่านั้น ส่วนกลุ่มที่มีบัตรสีชมพู อยากเปลี่ยนนายจ้าง เปลี่ยนสถานที่ทำงานหรืออยากได้แรงงานต่าวด้าวคนใหม่ตามเอ็มโอยู ให้นายจ้างเดินทางไปติดต่อยังสำนักงานจัดหางานในแต่ละเขตพื้นที่ และท้ายสุด ปัญหานายจ้างเตรียมเอกสารไม่ครบ โดยเฉพาะรูปถ่ายของแรงงานต่างด้าว จำนวน 3 รูป ขนาด 2 นิ้ว หน้าตรง ไม่สวมหมวกและไม่สวมแว่นตา ซึ่งก่อนมาแจ้งการทำงานสามารถโทรสอบถามที่สายด่วน 1694

ด้านนายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้แทนฝ่ายไทย เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับนายเส็ง ศักดา อธิบดีกรมแรงงาน กระทรวงแรงงานและฝึกอาชีพ แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ผู้แทนฝ่ายกัมพูชา ในการประชุมระดับวิชาการกัมพูชา-ไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2560 ที่กระทรวงแรงงานและฝึกอาชีพแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา ว่า ฝ่ายไทยได้แจ้งถึงการดำเนินการของศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้างจังหวัดสระแก้ว ซึ่งขณะนี้ได้ให้บริการนายจ้าง 7,917 ราย นำแรงงานต่างด้าวเข้ารับการอบรม จำนวน 63,257 ราย และมีการออกใบอนุญาตในรูปแบบ E-work Permit ให้แก่แรงงานนำเข้าระบบ MOU รวมทั้งสิ้น 17,383 ราย การดำเนินการศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวตามประกาศกระทรวงแรงงาน ซึ่งให้บริการรับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2560 ว่าขณะนี้มีแรงงานกัมพูชาผ่านการลงทะเบียนที่ศูนย์รับแจ้งฯ จำนวนกว่า 40,000 คน สำหรับปัญหาขาดแคลนแรงงานประมงนั้น ฝ่ายไทยมีข้อเสนอให้มีการจัดส่งแรงงานแบบรัฐต่อรัฐ แรงงานได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนๆ ละ 12,000 บาท ส่งเงินค่าตอบแทนผ่านธนาคาร นายจ้างจะจัดอาหารและที่พักอาศัยที่เหมาะสม มีประกันสุขภาพ มีประกันอุบัติเหตุ และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เข้ามามีส่วนร่วม
“การจัดส่งแรงงานในรูปแบบนี้ควรรวมไปถึงการจัดส่งแรงงานกิจการอื่นในสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่ต้องการแรงงานจำนวนมากด้วย โดยแรงงานกัมพูชาจะได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึงเทียบเท่าแรงงานไทย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งแรงงานและค่าบริการของบริษัทจัดหางานลดลงอีกด้วย เพราะรัฐบาลบริหารจัดการเอง ทั้งยังลดปัญหานายหน้าเถื่อน หลอกลวงแรงงานกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยมีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยรับผลประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้แลกเปลี่ยนข่าวสารกันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งตรวจสอบและกวดขันเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ให้กระทำความผิด ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาขอให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายได้มีการตั้งคณะทำงานและจัดประชุมหารือกันเพื่อดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป” นายวรานนท์ กล่าว
นายวรานนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยได้แจ้งให้ฝ่ายกัมพูชาทราบว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของไทย มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ใช้ตรวจสอบบุคคล (immigration card) โดยมีการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อใช้ตรวจสอบป้องกันปัญหาอาชญากรรม ป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองและการค้ามนุษย์ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลกับด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ ดังนั้น หากทั้งสองประเทศได้ทำงานแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเห็นด้วยและจะนำไปหารือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองราชอาณาจักรกัมพูชาต่อไป

