นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า การบริหารจัดการงบเหมาจ่ายรายหัวโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 15 ปีผ่านมา ที่รวมเงินเดือนไว้แล้วไปหักออกจากงบรายหัวที่จัดสรรให้โรงพยาบาล ได้ส่งผลกระทบต่อ รพ.ในการจัดบริการประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ผอ.รพ.พิจิตรระบุว่า ได้รับเงินค่าใช้จ่ายรายหัวประมาณ 3,000 บาท/คน แต่ถูกเหมารวมรายจ่ายและเงินเดือนเจ้าหน้าที่ที่ต้องนำไปหักยอดข้างต้นอีก 2,004 บาท ทำให้เหลือเงินรายหัวไม่ถึงพันบาท ต้องทอดผ้าป่าขอรับเงินบริจาคจากผู้ป่วย ผู้ใจบุญ แบบรายวัน เพื่อบริหารจัดการภายใน รพ. ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ดี เนื่องจากทำให้ความสามารถในการบริการประชาชนลดลง ไม่เต็มที่ และปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่พิจิตรแห่งเดียว แต่ยังมีอีกหลายแห่งที่ขาดสภาพคล่องเช่นเดียวกัน
นพ.โสภณกล่าวอีกว่า ข้อมูลจากกลุ่มประกันสุขภาพ ในปี 2559 มี รพ.ชุมชนจำนวน 441 แห่ง หรือเกือบครึ่งจากทั้งหมด 886 แห่ง ได้รับงบประมาณต่อหัวประชากร หลังหักเงินเดือนและค่าตอบแทนน้อยกว่า 1,000 บาท โดยมี 9 แห่งเหลืองบน้อยกว่า 100 บาท อีก 34 แห่งได้รับ 100-499 บาท และ 379 แห่งได้รับ 500-999 บาท และมี รพ.ติดลบอีก 19 แห่ง ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งรัดโอนเงินสนับสนุนจากงบกลางรัฐบาลจำนวน 5,000 ล้านบาทแก่ รพ.ต่างๆ ให้ รพ.ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2560 รวมทั้งร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการจัดสรรงบประมาณตามผลงานปลายปี 2560 ลงไป รพ.ให้อีกประมาณเดือนสิงหาคมจะช่วยให้สภาพคล่องของ รพ.ดีขึ้น
สำหรับ รพ.พิจิตรได้โอนช่วยเหลือจากงบกลางรัฐบาล เป็นเงินชดเชยผลงานการบริการผู้ป่วยในจำนวนเงิน 37,118,233 บาท เพื่อชำระภาระหนี้สินและแก้ปัญหาสภาพคล่องการเงิน ทำให้ทุนสำรองสุทธิติดลบลดลง และเงินบำรุงคงเหลือหลังหักหนี้แล้วลดลง เหลือติดลบ 123 ล้านบาท ถึงแม้จะทำให้ปลดหนี้สินออกไม่ได้ แต่ก็ยังเพียงพอที่จะแก้ไขสภาพคล่องได้บ้าง โดยในภาพรวมยังต้องมีการติดตามกันต่อไป ในส่วนข้อเสนอของ รพ.ในประเด็นขอให้มีการแยกเงินเดือนออกจากค่าใช้จ่ายรายหัว ได้อยู่ในการปรับปรุง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียเพื่อนำเสนอแล้ว ขอให้ติดตามผลการพิจารณาต่อไป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจในสถานการณ์เงินบำรุงของ รพ.ที่อาจจะทำให้ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพตามมาตรฐาน โดยจะหารือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้มีการกระจายและจัดสรรเงินช่วยเหลือฉุกเฉินในระยะเวลาอันรวดเร็วต่อไป

