เอ็นจีโอจัดเวทีบัตรทองถึงทางตัน ห่วง รพ.ใหญ่จัดซื้อยามีปัญหาแน่! สธ.แจงข้อเท็จจริง

2.08.17 | 16:21 น.

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพจัดเวทีผ่าทางตันระบบหลักประกันสุขภาพ “ระบบบัตรทองถึงทางตัน จัดซื้อยารวมไม่ได้ แก้กฎหมายยังทัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะว่าอย่างไร”   โดย นายนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า เมื่อไม่ให้อำนาจในการจัดซื้อยากับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ไม่มีใครมีอำนาจหน้าที่นี้ ดังนั้น  กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ดำเนินการไม่ได้ อีกทั้งการที่หลายคนหวังจะรวมอำนาจการจัดซื้อยาร่วมไปไว้ที่ สธ.ก็ทำไม่ได้ เพราะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งว่าเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพต้องจ่ายให้โดยตรงกับหน่วยบริการเท่านั้น และในช่วงปีที่ผ่านมาทาง สปสช.ต้องทำเรื่องขอมติจากคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปีหน้าถึงทางตัน เพราะการจัดซื้อยาร่วมต้องใช้กรรมวิธีซับซ้อน ยุ่งยาก ไม่ตรงไปตรงมา อาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย

นายนิมิตร์  กล่าวว่า  นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาธร รัฐมนตรีว่าการ สธ.  รู้ดีว่าต้องใช้วิธีอ้อมให้โรงพยาบาลบางแห่งรับเงินจาก สปสช.แล้วเจรจาต่อรองจัดซื้อยาส่งให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ โรงพยาบาลใหญ่ที่ต้องรับทำหน้าที่นี้จะมีภาระเพิ่มขึ้น และจะมีบุคลากรพร้อมทำเรื่องนี้หรือไม่  ทำแบบไม่มีเงินทอน ไม่มีเปอร์เซ็นต์ด้วย ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ สตง.ยังแจ้งอีกว่า การจ่ายเงินให้โรงพยาบาลนั้น ต้องจ่ายหลังจากมีผลงานแล้วค่อยมาขอเบิกเงิน ซึ่งที่ สปสช.ทำมาในอดีตล้วนผิดหมด ที่โอนเงินล่วงหน้าไปโรงพยาบาลก่อน การซื้อยาก็ต้องซื้อและจ่ายให้เมื่อมีการรักษาก่อนค่อยเบิกเงินได้ ดังนั้น การมอบหมายให้โรงพยาบาลใดจัดซื้อยา ก็ต้องให้โรงพยาบาลนั้นๆ สำรองเงินไปก่อนปีละ 7,000 ล้านบาท แล้วค่อยทวงคืนจากโรงพยาบาลต่างๆ ที่ได้รับยาไป

“สิ่งเดียวที่ผ่าทางตันได้คือ การแก้กฎหมายให้เป็นอำนาจของบอร์ดหลักประกันสุขภาพฯ และดำเนินการโดย สปสช. นพ. ปิยะสกล จะสั่งการให้คณะกรรมการแก้กฎหมายทบทวนและเพิ่มเติมประเด็นนี้หรือไม่ เพราะทราบมาว่า รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการแก้กฎหมายหลักประกันฯ กำลังจะเรียกประชุมนัดพิเศษในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ สธ.ยังกลับตัวทันจากการประชุมนัดพิเศษ เพื่อแก้ปัญหาทางตันนี้” นายนิมิตร์กล่าว

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะกรรมการจัดทำข้อเสนอจัดซื้อยาของโครงการ สปสช. กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สตง. กระทรวงสาธารณสุข สปสช. และภาคเอ็นจีโอ เข้าร่วมหารือกัน ซึ่งสตง.เห็นว่า ในปีงบประมาณ 2561 สปสช.ไม่สามารถจัดซื้อยาได้เพราะติดเรื่องอำนาจทางกฎหมาย โดยให้สปสช.โอนเงินให้หน่วยบริการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม คำว่าหน่วยบริการให้รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข แต่ในการทำงานไม่ใช่ว่ากระทรวงฯ หรือรพ.ใดรพ.หนึ่งจะเป็นคนทำเรื่องนี้เอง เพราะยาบางตัวไม่สามารถซื้อได้เอง อย่างยากำพร้า ประเด็นคือ ต้องทำงานร่วมกันทั้งหมด และสปสช.ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่

“การทำงานจะทำเป็นโครงการจัดซื้อยา ในรูปของคณะกรรมการร่วมทั้งองค์การเภสัชกรรม สธ. สปสช. และรพ.ที่จะกำหนดต่อไปว่าเป็นรพ.ใด  ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการฯพิจารณาแล้ว ทางสปสช.ก็จะเสนอเข้าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)เพื่อขอมติเห็นชอบต่อไป ส่วนโรงเรียนแพทย์ หรือหน่วยงานอื่นๆหากต้องการเข้าร่วมในการเจรจาต่อรองราคายาก็จะทำได้ แต่ต้องปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ซึ่งทางสตง.เห็นด้วยในเรื่องนี้ เพื่อให้ทุกสิทธิได้สิทธิการจัดซื้อยาดีมีคุณภาพ และราคาไม่แพงในอนาคต” นพ.โอภาสกล่าว

Advertisement