ยอดต่างด้าวจดทะเบียนไม่ถึงเป้า จี้‘กลุ่มแม่บ้าน’ยื่นคำขอก่อน7ส.ค.

3.08.17 | 14:07 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับนายสมบัติ นิเวศรัตน์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ร่วมแถลงข่าว “สถานการณ์ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560” ที่สภาหอการค้าไทย
นายพจน์ แถลงว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ออกประกาศคำสั่งมาตรา 44 คสช.ที่ 33/2560 ออกมาตราการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว ขณะที่กระทรวงแรงงานได้เปิดศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ที่ผิดกฎหมายทั่วประเทศ ไปยื่นแสดงความจำนงในศูนย์ดังกล่าว หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะกรรมาธิการการแรงงาน ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและการแรงงาน สนช. ได้ร่วมสังเกตการณ์ศูนย์รับแจ้งฯ พบว่ายังมีผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานมายื่นความจำนงใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพความเป็นจริง จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนผลักดันให้ผู้ประกอบการและกลุ่มประชาชนที่จ้างแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะกลุ่มให้บริการต่างๆ ประกอบด้วย แม่บ้าน และลูกจ้างตามแผงลอย ซึ่งหอการค้า และสภาหอการค้าฯ ได้แจ้งไปยังหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นำแรงงานต่างด้าวไปยื่นความจำนง โดยใครก็ตามที่ใช้แรงงานต่างด้าว 1 คนขึ้นไป ขอให้ยื่นคำขอดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม ในการให้บริการของกระทรวงแรงงานถือว่ามีประสิทธิภาพและเป็นระบบมาก ทำให้เกิดความรวดเร็ว สะดวก และเกิดปัญหาติดขัดน้อย
“หอการค้าไทย และสภาหอการค้าฯ ยืนยันสนับสนุน พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในความมั่นคงและปลอดภัย สังคม และสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งหากไร้การจัดระเบียบแล้วจะไม่สามารถทราบว่าจำนวนของแรงงานต่างด้าวมีจำนวนมากน้อยเพียงใด และอยู่ส่วนใดของประเทศบ้าง จะทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาความยากลำบาก” นายพจน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจุบันสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานต่างด้าวเป็นอย่างไร นายพจน์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับแรงงานแต่ละประเภท อย่างผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทะเลแจ้งว่า ขณะนี้อยู่ในระดับอิ่มตัวแล้ว แต่ภาคบริการจะขาดแคลนมากกว่า เนื่องจากรัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) และปัญหาโรคกุ้ง ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและลดจำนวนแรงงานต่างด้าว แต่เมื่อถามไปยังลูกเรือประมง กลับแจ้งว่าปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลน ซึ่งในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาของรัฐบาล
ด้านนายสมบัติ แถลงว่า กระทรวงแรงงานได้ดำเนินตามมาตรการบรรเทาปัญหาผลกระทบจาก พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว พ.ศ.2560 โดยได้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว จำนวน 100 ศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการแก่นายจ้างที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา ลาว และพม่า ก่อนวันที่ 23 มิถุนายน 2560 โดยไม่มีเอกสารแสดงตน และไม่มีใบอนุญาตมายื่นคำขอจ้างคนเท่านั้น สำหรับขั้นตอนประกอบด้วย 1.นายจ้างสามารถให้ผู้อื่นยื่นแทนได้หรือยื่นทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้หลักฐานเพียงสำเนาบัตรประชาชนนายจ้าง หรือ สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคลกรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล รูปถ่ายลูกจ้างต่างด้าว ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป และแบบคำขอต่างด้าว 2.เจ้าหน้าที่จะนัดวัน เวลาเพื่อให้นายจ้างไปตรวจสอบคัดกรองสถานะความเป็นลูกจ้าง-นายจ้าง ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมเป็นต้นไป ระยะเวลา 30 วัน 3.หากพบเป็นนายจ้างและลูกจ้างจริง เจ้าหน้าที่จะออกหนังสือเพื่อออกใบรับรองเพื่อไปตรวจสัญชาติแล้วมาขอทำงานต่อไป
นายสมบัติ แถลงต่อไปว่า สำหรับขั้นตอนในการตรวจสัญชาติ ได้แก่ สัญชาติพม่า ในวันที่ 15 สิงหาคมเป็นต้นไป จะดำเนินการตั้งศูนย์ตรวจสัญชาติในประเทศไทย ทั้ง 6 ศูนย์ 5 จังหวัด คือ สมุทรสาคร สมุทรปราการ เชียงราย ตาก และระนอง ซึ่งมีแนวโน้มจะเปิดเพิ่มใน จ.เชียงใหม่ สงขลา และแม่ฮ่องสอน โดยก่อนเดินทางไปศูนย์ตรวจสัญชาติ คนต่างด้าวจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม (CI) ล่วงหน้าที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขาทั่วประเทศ จำนวน 310 บาท จากนั้นไปที่ศูนย์ตรวจสัญชาติ โดยจะให้บริการในรูปแบบวันสต็อปเซอร์วิส ทั้งนี้ แรงงานจะสามารถทำงานได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 ต่อมาสัญชาติกัมพูชา ทางการกัมพูชาได้กำหนดเข้ามาตรวจสัญชาติที่ประเทศไทยที่ จ.ระยอง สงขลา และสถานฑูตกัมพูชาประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ในเดือนสิงหาคมนี้ เช่นกัน และสัญชาติลาว แรงงานต้องไปสถานฑูตลาวหรือกงศุลลาวประจำประเทศไทย เพื่อขอเอกสารกลับประเทศไปทำหนังสือเดินทางและกลับเข้ามาทำงานตามข้อตกลงระหว่างรัฐ (เอ็มโอยู)

“สำหรับสาเหตุที่นายจ้างมายื่นความจำนงการทำงานแรงงานต้างด้าวไม่ค่อยมากนัก คาดว่าเนื่องจากรัฐบาลเคยเปิดลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบถูกกฎหมายกว่า 5 แสนคนแล้ว ทำให้คนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายมีแนวโน้มลดลง และอีกสาเหตุคือ คาดว่านายจ้างน่าจะมายื่นความจำนงในวันสุดท้ายของการลงทะเบียน โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขนายจ้างและลูกจ้างคงไม่ต่างจากเดิมมากนัก และยืนยันว่าจะไม่มีการขยายเวลาเวลาลงทะเบียนอีกเพราะรัฐไม่มีนโยบายเปิดจดทะเบียนรอบใหม่แต่อย่างใด และขอเตือนนายจ้างหรือผู้ที่ไม่มีเอกสารตามกฎหมายให้รีบดำเนินการในวันเวลาดังกล่าว ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย เพราะได้เปิดโอกาสให้ลงทะเบียนอย่างเต็มที่แล้ว” นายสมบัติ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบัติได้รายงานผลการดำเนินงานของศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึงวันที่ 3 สิงหาคม เวลา 08.00 น. ดังนี้ 1.นายจ้างยื่นคำขอ 113,374 ราย โดยยื่นคำขอที่ศูนย์ฯ 104,415 รายและลงทะเบียนออนไลน์ 8,959 ราย 2.ลูกจ้างคนต่างด้าว 396,390 คน แบ่งเป็น ที่ศูนย์รับแจ้งฯ 376,121 คน และลงทะเบียนออนไลน์ 20,269 คน แบ่งเป็น กัมพูชา 107,504 คน ลาว 54,144 คน และพม่า 234,742 คน 3.ประเภทกิจการที่มีการยื่นคำขอ เป็น 5 อันดับแรก ได้แก่ เกษตรและปศุสัตว์ 91,570 คน กิจการก่อสร้าง 77,917 คน จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 36,667 คน การให้บริการต่างๆ โดยกลุ่มแม่บ้านอยู่ในกลุ่มนี้และเป็นกลุ่มที่น่ากังวัลใจ 28,983 คน และกิจการต่อเนื่องเกษตร 25,268 คน และน้อยที่สุด ได้แก่ ผลิต/จำหน่ายพลาสติก 7,991 คน และพบกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมน้อยมากเนื่องจากส่วนใหญ่ทำการจดเบียนแล้ว 4.จังหวัดที่มีการจ้างงานมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ระยอง ปทุมธานี เชียงใหม่ ตามลำดับ โดย จ.ตาก มีนายจ้างยื่นคำขอน้อยที่สุด