เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางสังคมออนไลน์ระบุถึงกรณี องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) เสนอนโยบายลดปริมาณนิโคติน เปิดทางผลิตภัณฑ์ลดความเสี่ยง ลดอันตรายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งระบุว่า ยูเอส เอฟดีเอ ชี้ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มีความเสี่ยงต่ำ อาทิ ยาสูบแบบไม่เผาไหม้ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในแผนการนี้ ร่วมกับมาตรการอื่นๆ ที่จะใช้เพื่อลดการบริโภคบุหรี่ ซึ่งจะทำให้ นโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าถูกชะลอการบังคับใช้ไปปี 2565 โดยกฎระเบียบใหม่จะให้ความสำคัญกับระดับอันตรายของผลิตภัณฑ์ (risk-based regulation) โดยผลิตภัณฑ์ที่มีอันตรายมากเช่น บุหรี่ซิกาแรต จะมีข้อจำกัดมากขึ้น ในขณะที่กฎระเบียบสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการเผาไหม้จะมีความยืดหยุ่นขึ้น ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เนื่องจากประเทศไทยมีการควบคุมห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้านั้น
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการหยิบยกบางส่วน ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด และอาจส่งผลกระทบให้เกิดการเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากจริงๆแล้ว องค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกาหรือ ยูเอส เอฟดีเอ นั้น ไม่ได้เปิดทางให้บุหรี่ไฟฟ้า แต่เพราะที่ผ่านมายังไม่ได้มีการควบคุม ไม่มีกฎหมายจำเพาะ แต่จริงๆยูเอส เอฟดีเอมีอำนาจในการควบคุมนิโคตินในบุหรี่ได้ตั้งแต่ปี 2552 เพียงแต่ยังไม่มีความพร้อม กระทั่งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประกาศแนวทางในการลดนิโคตินในบุหรี่ลง เพื่อไม่ให้เกิดการเสพติดและทำให้เลิกบุหรี่ง่ายขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเร็วๆ นี้ ส่วนบุหรี่ไฟฟ้ามีแผนว่าใน 4 ปีแรกจะยังไม่ควบคุม แต่จะป้องกันการเข้าถึงของเด็กเป็นสำคัญ เพราะหากเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้า นับเป็นเครื่องส่งนิโคติน ทำให้เกิดการติดในที่สุด และนำไปสู่การสูบบุหรี่ซิกาแรตในอนาคต ซึ่งข้อมูลจากสหรัฐพบแล้วว่า เด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงในการสูบบุหรี่ซิกาแรตเพิ่ม 4 เท่า
“บุหรี่ไฟฟ้าก็มีนิโคตินเช่นกัน แม้จะมีน้อย แต่ก็มี ซึ่งเราต้องป้องกันเด็กๆให้เข้าถึงก่อนจะไปสูบบุหรี่ซิกาแรต เห็นได้จากรายงานล่าสุดจากการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงของวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกาปี 2558 ในเด็กมัธยมปลาย 15,621 คน พบว่า มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าบุหรี่ซิกาแรตแล้ว คือ ร้อยละ 15.8 ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ร้อยละ 7.5 ใช้ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ซิกาแรต และร้อยละ 3.2 สูบบุหรี่เพียงอย่างเดียว พบว่า นักเรียนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือ บุหรี่ซิกาแรต มีอัตราการใช้ยาเสพติดชนิดอื่นและพฤติกรรมความเสี่ยงและความรุนแรงมากกว่า มีคู่นอนมากกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ซิกาแรต” ศ.นพ.ประกิต กล่าว และว่า สรุปคือ ยูเอส เอฟดีเอ ไม่ได้เปิดทางให้บุหรี่ไฟฟ้า แต่ที่มุ่งควบคุมบุหรี่ซิกาแรตก่อน เพราะในสหรัฐพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ซิกาแรตเกือบ 5 แสนคน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบางกลุ่มมองว่าไทยมีกฎหมายควบคุมสวนทางกับสหรัฐ ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ในแต่ละประเทศมีบริบทต่างกัน แต่ละพื้นที่ก็ต่างกัน สหรัฐก็เริ่มจะมีการควบคุม เห็นได้จากยูเอส เอฟดีเอ ซึ่งได้ตั้งองค์กรเฉพาะมาศึกษาเรื่องนิโคตินในบุหรี่ รวมทั้งการระบุว่า นิโคตินจะไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาเพื่อให้คนเลิกบุหรี่ก็กำลังศึกษาวิจัยว่าเป็นอย่างไร ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างออสเตรเลีย สิงคโปร์ห้ามขายเด็ดขาด ญี่ปุ่นห้ามขายชนิดน้ำ อังกฤษให้ขายได้แต่ควบคุมเข้มข้นมาก ส่วนไทยก็มีกฎหมายควบคุม โดยห้ามขายห้ามนำเข้า ทั้งจากประกาศของกระทรวงพาณิชย์ที่ห้ามนำเข้าเมื่อเดือนธันวาคม 2557 และประกาศคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 เพราะไทยต้องยอมรับว่าหากอนุญาตจะมีปัญหาในเรื่องการควบคุม เพราะการเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนจะนำไปสู่การติดบุหรี่ซิกาแรต
เมื่อถามถึงกรณีบางกลุ่มระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกให้คนอยากเลิกบุหรี่ค่อยๆ ลดปริมาณนิโคตินลง ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า แต่ในเรื่องการควบคุมไม่ให้เข้าถึงเด็กและเยาวชนจะทำได้หรือไม่ เพราะตนยังมองว่าการควบคุมต่างๆของประเทศไทยก็ยังไม่ครอบคลุมพอ ดังนั้น การห้ามนำเข้าห้ามขายเป็นทางเลือกที่ดีในตอนนี้ เพราะอย่าลืมว่าปริมาณนิโคตินน้อย แต่ก็ยังมีและยังส่งผลให้เกิดการเสพติดได้

