‘บิ๊กเข้’ เชื่อตั้งเพดานกองทุน สสส. หวังเกลี่ยงบดูแลคนชรา ไม่กระทบงานสร้างเสริมสุขภาพ

3.08.17 | 16:59 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวภายหลังเปิดงาน “15 ปี สสส. การเดินทางของความสุข” ว่า สสส.เป็นหน่วยงานที่มีรูปแบบเฉพาะในการดำเนินงาน ทำให้มีความคล่องตัวกว่าหน่วยราชการ และลดช่องว่างระหว่างภาคส่วนต่างๆ อย่างไรก็ตาม ขอฝากถึงผู้บริหาร สสส. เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับ สสส.ทุกคนว่า อยากให้ย้อนกลับมาดูอดีต 15 ปีของ สสส.ว่า ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และยังมีอะไรที่เป็นจุดอ่อน มีอะไรที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เพราะแม้ สสส.จะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติเป็นต้นแบบของกลไกทางการเงินเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เข้าร่วมสนับสนุนประเทศต่างๆ ให้มีองค์กรอย่าง สสส. หรือได้รับรางวัลระดับสากลมาหลายรางวัล แต่ต้องยอมรับว่า ยังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่องอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า สสส. มีจุดอ่อนอะไรที่ต้องปรับปรุง พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า เรื่องการทำงานของ สสส.ตนมองว่าไม่มีปัญหา เพราะทำงานมากว่า 15 ปี ถือว่าทำได้อย่างดี แต่จุดอ่อนที่ควรแก้ไขคือ เรื่องภาพลักษณ์ เพราะสังคมยังมองภาพการทำงานของ สสส.ไม่ชัดเจนและไม่เข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องของการที่ สสส.สนับสนุนงบประมาณให้แก่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคประชาชนเป็นจำนวนมาก ในการให้ภาคีเครือข่ายเหล่านี้ขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา สสส. ก็ทำให้สังคมเข้าใจมากขึ้น จากการที่รัฐบาลเข้ามาตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส โดยคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ไม่พบเรื่องของการทุจริต ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการแช่แข็งงบประมาณ แต่ขณะนี้ก็สามารถเบิกจ่ายได้ตามปกติ

เมื่อถามถึงการแก้ร่าง พ.ร.บ.สสส. ซึ่งจะมีการตั้งเพดานกองทุนไว้ หาก สสส.ได้รับงบประมาณเกินจะต้องโอนไปยังกองทุนดูแลคนชรา จะกระทบการทำงานของ สสส.ในอนาคตหรือไม่ พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.สสส. โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม และผู้แทนจาก สสส. ซึ่งยังไม่เสร็จสิ้น 100% แต่ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ สสส.

ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การนำภาษีบาป เช่น เหล้า บุหรี่ ที่แยกต่างหากจากภาษีปกติ มาใช้สร้างสุขภาพแนวใหม่ แม้เงินที่เพิ่มเข้ามาจะคิดเป็นเพียง 0.7% ของค่าใช้จ่ายภาครัฐด้านสุขภาพ แต่สามารถช่วยให้เกิดกระบวนการที่แก้ไขต้นเหตุของปัญหาสุขภาพ ได้แก่ การดูแลปัจจัยเสี่ยง กระตุ้นการตื่นตัวของประชาชนในการดูแลตัวเอง เกิดองค์ความรู้ และกลไกทางสังคมร่วมไปกับภาครัฐ มีกติกาต่างๆ กระบวนการเสริมสร้างความรู้เท่าทัน เกิดการสร้างสุขภาพกว้างขวาง และเกิดผลลัพธ์จำนวนมาก ดังนั้น ก้าวต่อไปของ สสส. จะเน้นความเป็นมืออาชีพด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนพึ่งตัวเองมากขึ้น สามารถปรับวิถีชีวิตตนเองเพื่อเอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี พร้อมขยายงานด้านต่างๆ ทั้งเชิงระบบ องค์กร ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น