“บิ๊กเฟื่อง”ตั้ง5คำถามตำรวจในฝัน ตอบโจทก์ปฏิรูป-“สีกากี” ชี้ปมแต่งตั้งช้า ไม่ชัวร์ ข้ามห้วย ขาดอิสระ

4.08.17 | 17:17 น.

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่สโมสรตำรวจ คณะอนุกรรมการด้านรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านยุติธรรม(ตำรวจ) ร่วมกับกองบัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดเสวนาปฏิรูปตำรวจ : Bottom Up โดยมีผู้เข้าอบรมหลักสูตรการบริหารรักษาความสงบเรียบร้อยภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 4(บรอ.4) หลักสูตรบริหารตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 42 (บตส.42) บตส.43 หลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 110 และ 111 ร่วมเสวนาและรับฟัง ทั้งนี้งานเสวนาครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ในกลุ่มของข้าราชการตำรวจ ของคณะกรรมการปฏิรูปฯโดยมี พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีต ผบ.ทอ. ประธานอนุกรรมการด้านรับฟังความคิดเห็น พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว กรรมการปฏิรูปตำรวจ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ที่ปรึกษา(สบ10) พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้บัญชาการศึกษา ร่วมรับฟัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาแบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยๆ โดยมีตัวแทนผู้เข้าอบรมขึ้นแสดงความคิดเห็น โดยหัวข้อประกอบด้วย โครงสร้างองค์กรตำรวจและภารกิจหน้าที่ งานสอบสวนและกฎหมาย การแต่งตั้งโยกย้ายและการบริหารงานบุคคล โดยมีตัวแทนข้าราชการตำรวจ นักวิชาการ ภาคเอกชน ที่ร่วมอบรม แสดงความคิดเห็น

พ.ต.อ.หัสพงค์ เติมศิริตังคโณบล รองผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า งานสอบสวนควรอยู่กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ต้องแก้ปัญหาความขาดแคลนพนักงานสอบสวน ทั้งคนและงบประมาณ ทุกวันนี้คนไม่พอและทำงานต้องใช้เงินตัวเอง การแก้ปัญหาต้องใช้วิธีการบริหารจัดการ ทั้งทีมพนักงานสอบสวน จัดให้มีผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ควรแก้ไขทั้งมิติของปริมาณและคุณภาพ และหากให้งานสอบสวนมีคุณภาพเสนอว่า หัวหน้าสถานีตำรวจควรมีความรู้ผ่านประสบการณ์งานสอบสวนอย่างน้อย2-4ปี ด้วย

Advertisement

ขณะที่นายชำนาญ ชาดิษฐ์ นักกฎหมายและทนายความ กล่าวว่า งานสอบสวนควรอยู่กับตำรวจ แต่ต้องแก้ปัญหาเรื่องปริมาณงาน คน และงบประมาณให้พนักงานสอบสวนสามารถทำงานในปริมาณเหมาะสม มีค่าตอบแทน สร้างแรงจูงใจ แก้ปัญหาสมองไหลย้ายหนีงานสอบสวนซึ่งกำลังเป็นปัญหาของตำรวจให้ได้ และให้พนักงานสอบสวนมีอิสระเท่าที่มีได้ โดยต้องยอมรับว่าทั่วโลกไม่มีหน่วยงานใดเป็นอิสระอย่างแท้จริง

ด้านนายเกษมสันต์ โชติชาครพันธ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ เสนอความคิดเห็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ว่า ทุกวันนี้ตำรวจมีความชัดเจนในเส้นทางการเติบโต รู้ว่าโตตามขั้นตอนอย่างไร แต่ไม่ชัดเจนในเส้นทางอาชีพ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเกิดปัญหาความเชี่ยวชาญในสายอาชีพ ไม่รู้ว่าต้องถูกย้ายไปอยู่สายงานไหน หากแก้ปัญหาให้ตำรวจสามารถมีเส้นทางอาชีพ สามารถวางแผนพัฒนาเส้นทางอาชีพได้ ตำรวจจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการแก้ปัญหาบริหารบุคคลควรมุ่งวางแผนว่าต้องการตำรวจในอนาคตอย่างไร มากกว่ามัวแก้เรื่องอดีต ขณะที่มองว่าการเมืองกับตำรวจแยกกันไม่ออก แต่ต้องคิดว่าทำอย่างไรอย่าให้เกิดการแทรกแซง

ขณะที่ พ.ต.อ.อนุชา กิติวิภาค รองผบก.อำนวยการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เสนอว่า ที่มาของผบ.ตร.ต้องสง่างาม เลือกโดยผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชา และพ้นจากตำแหน่งได้อย่างสง่างาม เพื่อผบ.ตร.จะได้ไม่ต้องถูกสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ง่าย จะนำมาสู่การแต่งตั้งที่ดีขึ้น ควรใช้ระบบเลื่อนขึ้นตามความอาวุโสร้อยละ 33 และอีกร้อยละ 30 ให้สำหรับผู้มีผลงานดีเด่น กำหนดให้แต้มประเมิน ส่วนที่เหลือก็เป็นอำนาจที่ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้พิจารณา เชื่อว่าถ้าทำแบบนี้ ทำให้ระบบการซื้อขายตำแหน่งจะไม่เกิดขึ้นอย่างทุกวันนี้ ผู้มีผลงานก็ไม่ต้องไปวิ่งเต้น และไม่เห็นด้วยกับการมีตำรวจไม่มียศเพราะลดแรงจูงใจในการเป็นตำรวจ ทำให้บุคลากรคุณภาพ เช่นนักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ออกจากตำรวจเลือกไปทำงานภาคเอกชนแทน

ด้านพ.ต.อ.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผบก.กองตรวจราชการ 9 สำนักงานจเรตำรวจ เสนอความเห็นว่าการแต่งตั้งตำรวจควรชัดเจน และต้องแน่นอนด้วย มีเครื่องมือวัดคำว่าเหมาะสม ที่ชัดเจน เพราะทุกวันนี้คำว่า พิจารณาตามความเหมาะสมเป็นปัญหา ขณะเดียวกันการแต่งตั้งควรทำเพียงปีละครั้ง ในวาระประจำปี ในกรอบเวลาตามกฎหมาย เพื่อให้ตำรวจได้ทำงานเต็มที่ไม่ใช่มัวแต่วิ่งเต้นจนไม่มีเวลาทำงานให้ประชาชนได้เต็มที่ ให้อำนาจผู้บัญชาการพิจารณาแต่งตั้ง ภายใต้หลักเกณฑ์ และความเหมาะสมที่มีรูปแบบกำหนดชัดเจน ต้องทำการแต่งตั้งตำรวจให้ดีก่อน เพราะนี่คือกระดุมเม็ดแรก แต่งตั้งให้ดี ตำรวจก็มีคุณภาพดี ทำงานให้ประชาชนได้ดี เข้าใจว่าระบบอุปถัมภ์ต้องมี มีแล้วก็ดี แต่ต้องมีอย่างมีคุณภาพ การแต่งตั้งควรออกแบบจัดลำดับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นครั้งแรกควรอยู่ในตำแหน่งเกรด2ก่อน แล้วค่อยขยับเป็นเกรดหนึ่งตามประสบการณ์ ไม่ใช่เด็กขึ้นมาใหม่อยู่เกรด 1เลย แบบทุกวันนี้

ขณะที่ พ.ต.ท.ประเสริฐ ธรรมชัย รองผกก.ป.สภ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย เสนอความเห็นว่า ควรใช้สัดส่วนอาวุโส ร้อยละ 50 ในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และอีก ร้อยละ50 เป็นกลุ่มความรู้ความสามารถ และไม่ควรให้มีการเลื่อนตำแหน่งขึ้นข้ามหน่วย ข้ามกองบัญชาการเหมือนที่ผ่านมา เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ตำรวจปวดร้าวที่สุด

ทั้งนี้ พล.อ.อ.อิทธพร ปาฐกถาหัวข้อการรับฟังความคิดเห็นการปฏิรูปตำรวจ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดเดตไลน์การปฏิรูปตำรวจต้องเสร็จภายในวันที่ 1 เมษายน 2561 โดยคณะอนุกรรมการด้านรับฟังความคิดเห็นได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น 5 กลุ่มคือภาคประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิ สื่อมวลชน ตำรวจ และบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งอัยการ ศาล และทนาย โดยเริ่มเปิดรับความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ โดย ตั้งประเด็นรับฟังความคิดเห็นผ่านคำถาม 5 ข้อ ดังนี้ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรมีสถานะเป็นกรม หรือกระทรวง 2.สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรสังกัดกระทรวงใด เช่น กระทรวงยุติธรรม มหาดไทย หรือสำนักนายกรัฐมนตรี เช่นเดิม 3.ภารกิจ11ด้านของตำรวจควรถ่ายโอนไปหน่วยงานอื่นหรือไม่ 4.ตำรวจในฝันของประชาชนควรเป็นอย่างไร และ 5.ทำอย่างไรจึงจะได้ตำรวจในฝันที่ท่านต้องการ โดยเปิดรับความเห็นผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆด้วย

พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวด้วยว่า แม้แต่กองทัพอากาศก็ผ่านการปฏิรูปมีการปรับโครงสร้างในปี2552 ยกเลิก 3กองบัญชาการ และ 4กองพลบินมาใช้โครงสร้างในปัจุบัน ผ่านมา 13 ปีแล้ว เช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้โครงสร้างกฎหมายนี้มาตั้งแต่ 2547 ตอนนี้ถึงปี 2560ก็เป็นปีที่13 เช่นกัน เป็นธรรมดาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ให้ตำรวจรับการเปลี่ยนแปลง

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาปฏิรูปการขับเคลื่อนประเทศ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ทิศทางการปฏิรูปตำรวจ” โดยกล่าวว่า หัวข้อที่ฝากไว้ให้ไปคิดในการปฏิรูปตำรวจ คือ ต้องปฏิรูปงานบริหารบุคคล ที่เป็นปัญหาทุกองค์กร ไม่จำเพาะแต่ตำรวจ แก้ปัญหาซื้อขายตำแหน่งให้ได้ ขณะที่ต้องพิจารณาเรื่องโครงสร้างและสังกัด ว่าควรอยู่ที่ใด กับหน่วยงานใด แก้ปัญหางานสอบสวน ปรับปรุงงานโรงพักให้บริการประชาชนได้ดี ให้ความเป็นธรรม เสมอภาค ไม่มีคนรวย คนจน ต้องไม่มีปัญหาเช่นกรณีทายาทตระกูลดังขับรถชนตำรวจเสียชีวิตอีก ที่เป็นกรณีที่สะท้อนว่าตำรวจไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้แม้แต่กับตำรวจด้วยกัน โดยต้องทำให้เห็นว่าตำรวจสามารถให้ความยุติธรรมแก่ทุกคนได้ ต้องทำให้ตำรวจเป็นตำรวจประชารัฐ เป็นต้นน้ำและปลายน้ำที่ดี มีอิสระจากการเมือง พัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชน และยกระดับสวัสดิการและสวัสดิภาพและระบบงบประมาณของตำรวจ โดยฝากกรรมการปฏิรูปว่า การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้อย่าเริ่มนับหนึ่ง ให้นำสิ่งที่ สปท. สปช.คิด วิเคราะห์ ศึกษาไว้แล้วมาเดินต่อให้ดี