กรมสุขภาพจิตห่วง! อาสาสมัคร-กู้ภัย เครียดจากการช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม แนะ 8 วิธีสลายง่ายๆ

6.08.17 | 16:03 น.
ภาพจากกรมสุขภาพจิต

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมขณะนี้ว่า  สำหรับที่จ.สกลนครและจ.นครพนม ได้เตรียมแผนในระยะฟื้นฟูช่วง 1-2 สัปดาห์หลังระดับน้ำลดลง โดยส่งทีมฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ จากรพ.จิตเวชนครพนมราชนครินทร์  รพ.จิตเวชเลยราชนครินทร์ และศูนย์สุขภาพจิตที่  8  สมทบกับทีมเยียวยาฯของจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 8  ซึ่งมี 7 จังหวัดคือ สกลนคร นครพนม  หนองคาย บึงกาฬ เลย อุดรธานี และหนองบัวลำภู รวมไม่ต่ำกว่า 10 ทีม เพื่อลงประจำการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง เช่น อ.กุสุมาลย์ โพนนาแก้ว พรรณานิคม อากาศอำนวย นาแก วังยางเป็นต้น ในวันที่ 7-11 สิงหาคมนี้

น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าวอีกว่า กลุ่มที่เป็นห่วงและอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจได้คือกลุ่มของผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เช่น อาสาสมัคร มูลนิธิกู้ภัยต่างๆ เจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชน ซึ่งอาจเกิดความเครียดสะสมมาจาก 5 สาเหตุได้แก่ 1.ความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการทำงานที่ต้องเสี่ยงภัย 2.ทำงานภายใต้ความกดดันที่ต้องดูแลคนจำนวนมากติดต่อเป็นเวลานาน  3.การช่วยเหลือไม่เป็นไปอย่างคาดหวัง และ 4. ต้องทำงานแข่งกับเวลาและ 5.เห็นภาพความทุกข์ยากของผู้คนจำนวนมาก ทั้งผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ทำให้รู้สึกผิดที่ช่วยเหลือไม่ได้เท่าที่หวัง สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ผู้ช่วยเหลือเกิดความเครียด โดยอาจมีอารมณ์หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ  ร้องไห้บ่อยขึ้น หรือฝันถึงเหตุการณ์ร้ายซ้ำๆ ซึ่งเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ และจะค่อยๆหายไปเอง ใน 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการเหล่านี้รบกวนการทำงาน หรือสร้างความเครียด        ควรปรึกษาจิตแพทย์ อย่ากังวลหรืออาย หรือโทรปรึกษาสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะจะทำให้การทำงานดีขึ้น

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ จ.นครพนม กล่าวว่า วิธีการดูแลจิตใจ ที่จะไม่ให้เกิดความเครียดสะสมหลังปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ขอแนะนำให้ใช้หลักการ “ผนึกกำลัง เสริมแรงใจ ตั้งสติ สร้างความรู้สึกปลอดภัยและความหวัง” จะเป็นทางออกได้ดี มี 8 ประการดังต่อไปนี้ ยึดการทำงานที่ปลอดภัยทำงานเป็นกะเวลาที่แน่นอน สับเปลี่ยนกำลังถ้างานต้องดำเนินต่อเนื่อง  เพื่อลดความล้าทางกายที่ส่งผลทางจิตใจ

2. ให้พักยกหรืออยู่กับความสงบบ้าง  โดยพักผ่อน นอนหลับ กินอาหารให้ครบทุกมื้อ ออกกำลังกายเบาๆและทำกิจกรรมที่ชอบ  เพื่อสร้างพลังให้ทำงานช่วยเหลือได้ดีขึ้น  หากไม่มีเวลาขอแนะนำให้หลับตาชั่วครู่  หายใจเข้าออกช้าๆ ผ่อนคลาย หรือฟังเพลง ปิดทีวีสักครู่

3. ทบทวนการปฏิบัติงานหลังจากเสร็จสิ้นการทำงาน เพื่อทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีคุณค่าที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น

Advertisement
  1. แบ่งปันประสบการณ์ ที่เกิดขึ้นของตนเองกับผู้อื่น อย่าเก็บไว้คนเดียวเช่น เพื่อน ครอบครัว ผู้ร่วมงาน
  2. สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดูแลและเข้าใจซึ่งกันและกัน  เช่นคำขอบคุณ การเชียร์กันเอง  จะช่วยคลี่คลายอารมณ์หงุดหงิดได้มาก

6.มีความหวังที่เหมาะสมในการได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ถึงแม้ว่าไม่เป็นไปตามที่คิดไว้

  1. หากรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหว ขอให้นั่งพักหรือคุยกับหัวหน้าทีมหรือผู้บังคับบัญชาเพื่อขอความช่วยเหลือ  ซึ่งไม่ใช่เป็นการยอมแพ้หรือไม่เอาไหน   แต่เป็นการทำให้พลังการทำงานดีขึ้น
  2. “ในกรณีที่ผู้ช่วยเหลือเป็นผู้ประสบภัยฯ ด้วย  อาจรู้สึกสองจิตสองใจระหว่างหน้าที่และเรื่องส่วนตัว ทำให้ไม่แน่ใจระหว่างการเสียสละเพื่อทำงาน  ในขณะที่ตนเองไม่มีเวลาไปดูแลความสูญเสียของตนเองและครอบครัว ขอแนะนำให้พิจารณาความจำเป็นและเร่งด่วน หากว่าจำเป็นที่จะต้องไปดูแลคนในครอบครัวโดยด่วน ควรทำหน้าที่ของการดูแลคนในบ้านก่อน”

“หากยังมีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลานานจนทำงานไม่ได้  เครียดหงุดหงิดมากเกือบตลอดทั้งวัน ถึงแม้เวลาผ่านไปมากกว่า 2 อาทิตย์ หรือมีความรู้สึกสิ้นหวัง หรือมีความคิดจะฆ่าตัวตายแทบตลอดเวลา ขี้ลืมมาก  ไม่มีสมาธิกับการทำงานเลย นึกถึงเรื่องการสูญเสียที่เคยผ่านมา ในอดีตบ่อยครั้ง ขอให้รีบปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรับการดูแลรักษาทันที  เนื่องจากมียารักษาหายขาด อย่าปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรัง” นพ.กิตต์กวีกล่าว