ความคืบหน้าเหตุ 2 วัยรุ่นพยายามกระชากสร้อยคอทองคำและขี่รถจักรยานยนต์หนี ก่อนประสบอุบัติเหตุ ชนขอบสะพานกลับรถหน้าหมู่บ้านชิชาถนนพระราม 2 (ฝั่งขาออก) แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน จนร่างตกกระแทกพื้นด้านล่างได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมนั้น
เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 7 สิงหาคม ที่ สน.บางมด พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 เดินทางมาสอบปากคำ นายอภิชาติ แซ่อุ้น อายุ 57 ปี วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง พลเมืองดีที่ไล่กวดติดตามรถจักรยานยนต์ผู้ต้องหาคดีพยายามชิงทรัพย์ทั้ง 2 ราย จนเฉี่ยวชนกับขอบสะพานกลับรถตกลงมามีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอย่างละเอียดอีกครั้ง
โดย พล.ต.ต.สัมฤทธิ์กล่าวว่า หลังเกิดเหตุคดีนี้มีญาติของนายบริสุทธิ์ สุขเพีย อายุ 22 ปี ผู้เสียชีวิตที่เป็นคนขี่ และญาติของนายวีรพงษ์ เนธิบุตร อายุ 20 ปี คนซ้อนท้าย ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมเป็นอย่างไรมีบุคคลใดจับทั้ง 2 ราย โยนลงจากสะพานกลับรถหรือไม่ เรื่องนี้จึงต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนจนกว่าจะได้รับความยุติธรรมทุกฝ่าย
พล.ต.ต.สัมฤทธิ์กล่าวต่อว่า เท่าที่พูดคุยกับนายอภิชาติ พลเมืองดี ตั้งแต่หลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม รวมทั้งเรียกมาสอบปากคำซ้ำในวันนี้ พบว่าข้อเท็จจริงยังตรงกัน ในฐานะพยานบุคคลอาจจะมองได้ว่าเป็นการให้ปากคำของ นายอภิชาติ เพียงคนเดียว ที่สำคัญเมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บขี่หลบหนีมานั้น ยังพบว่ามีพยานบุคคลอีก 1 ราย ที่ทางพนักงานสอบสวนต้องการสอบปากคำ เชื่อว่าพยานดังกล่าวน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนอกเครื่องแบบ สวมเสื้อสีส้ม ใส่หมวกตำรวจจราจร และใช้รถจักรยานยนต์สีขาวคล้ายกับรถที่ใช้ในราชการไล่กวดรถของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บมาด้วย ตั้งแต่ช่วงแยกดาวคะนองตัดจอมทองจนถึงถนนพระราม 2 แต่กล้องที่จับภาพได้ไม่เห็นเลขหมวกและเลขทะเบียนรถ ดังนั้นจึงอยากประชาสัมพันธ์ให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจจราจรโรงพักต่างๆ ช่วยสอบถามลูกน้องและพาเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.บางมด เพื่อเล่าเหตุการณ์ด้วย
ขณะที่ นายอภิชาติ กล่าวว่า ขณะประสบเหตุตนเห็นรถของผู้ต้องหา ขี่เข้าไปเทียบกับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย มีชายอายุประมาณ 60 ปี สวมเสื้อยืดสีขาวเป็นคนขี่ พาหญิงสูงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันน่าจะเป็นภรรยาซ้อนท้ายมาตามถนนวุฒากาศ จากนั้นผู้ต้องหาที่เป็นคนซ้อนท้ายพยายามดึงสร้อยคอทองคำของชายผู้เสียหาย โดยสร้อยนั้นถูกดึงจนขาดแต่ไม่หลุดติดมือมา เพราะสร้อยได้หล่นลงบนหน้าอกของชายผู้เสียหายทำให้คว้าสร้อยกลับคืนไปได้ จากนั้นตนขี่ตามรถของผู้ต้องหามาเรื่อยๆ จนสังเกตเห็นชายพลเมืองดีอีกคนหนึ่งน่าจะเป็นตำรวจจราจรนอกเครื่องแบบขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมากลางทาง ตนจึงแจ้งให้ขับตามรถผู้ต้องหามาด้วยกัน กระทั่งผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวขอบสะพานชายคนนั้นก็หายจากจุดเกิดเหตุไป
“ผมทำความดีครั้งนี้ ทำด้วยความสุจริตใจ อยากช่วยเหลือสังคมเพราะเป็นอาสาสมัครแจ้งข่าวของ สน.บางขุนเทียน และเพิ่งไปลงชื่อเป็นพลเรือนจิตอาสาหมาดๆ ในช่วงที่เห็นผู้ต้องหาก่อเหตุกับเหยื่อ หวังเพียงว่าจะขี่รถตามไปเพื่อบอกตำรวจในเครื่องแบบที่อาจเจอระหว่างทางเข้าทำการจับกุมทั้ง 2 ราย ก็เท่านั้น แต่ในภายหลังกลับมีเพื่อนๆ วินรถจักรยานยนต์บอกข้อมูลว่า มีญาติผู้ต้องหากล่าวหาว่าผมจับทั้ง 2 ราย โยนลงมาจากสะพานกลับรถ รู้สึกน้อยใจ อยากให้ผู้เสียหายตัวจริงและตำรวจนอกเครื่องแบบที่ขี่รถไล่กวดอยู่ด้วยกันมาพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้การตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยเพราะตอนนี้รู้สึกไม่สบายใจ” นายอภิชาติกล่าว

