(7มี.ค.59) เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ที่สถานีตำรวจภูธรพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา บรรดาชมรมแท็กซี่จังหวัดนครราชสีมา กว่า 20 คน พร้อมด้วยนางอรัญญา สมัยใหม่ อายุ 30 ปี ภรรยาของนายประสาร พันธ์โคกกรวด อายุ 36 ปี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ได้รวมตัวเรียกร้องและขอความเป็นธรรมให้กับนายประสารฯ หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรพิมาย ทำการจับกุมที่บริเวณถนนมิตรภาพสายบายพาส พิมาย – ชุมพวง เมื่อวันที่ 29 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะส่งนายจักกาย แก้วคูน อายุ 38 ปี ผู้โดยสารและมียาบ้าในครอบครองจำนวน 1,860 เม็ด ได้เหมารถเพื่อไปส่งที่บ้านรักกาใหญ่ อ.พิมาย
นางอรัญญา กล่าวว่า การที่ตนและเพื่อนผู้ขับแท็กซี่มารวมตัวกันก็เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้กับนายประสาร โดยตนเชื่อว่าสามีตนเป็นผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากสามีขับรถแท็กซี่จึงไม่รู้ว่าผู้โดยสารที่รับมานั้นเป็นคนส่งยาบ้า และเมื่อสามีตนถูกแจ้งข้อหาเช่นนี้ ทำให้รู้สึกไม่ได้ความเป็นธรรม อีกทั้งตนต้องการขอให้สามีได้รับประกันตัวชั่วคราว เนื่องจากต้องเลี้ยงดูบุตรจำนวน 2 คน เมื่อขาดหัวหน้าครอบครัวไป ได้ทำให้ความเป็นอยู่ในปัจจุบันลำบากมาก เงินที่เก็บไว้ก็ใช้จนหมด ไร้หนทางทำมาหาเลี้ยงครอบครัว จึงอยากให้ทุกฝ่ายให้ความเป็นธรรมกับสามีของตนด้วย
รายงานระบุว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้ขับแท็กซี่และภรรยานายประสาร เข้าพูดคุยกับ พ.ต.อ.ธีระวัฒน์ มงคลสวัสดิ์ ผกก.สภ.พิมาย เพื่อความเข้าใจและชี้แจงแนวทางการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ และแนวทางการขอประกันตัว เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง จนชมรมแท็กซี่และนางอรัญญาพอใจ ก่อนแยกย้ายเดินทางกลับ

พ.ต.อ.ธีระวัฒน์ เปิดเยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามพยานหลักฐาน อีกทั้งจากการสอบสวนนายจักกาย ให้การรับสารภาพว่า เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ นั้นได้ว่าจ้างแท็กซี่มาส่งยาให้กับลูกค้าที่ บ้านรักกาใหญ่ อำเภอพิมายมาแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นนายประสารฯหรือไม่ที่เป็นคนขับมานั้นครั้งนั้น แต่เมื่อวันที่จับกุม เมื่อวันที่ 29 ก.พ.59 ที่ผ่านมา นายประสารได้พยายามที่จะติดสิินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้มีการจับกุมดำเนินคดีเป็นจำนวนเงิน 1 หมื่นบาท จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่านายประสาร ต้องมีส่วนรู้เห็นในการขนยาบ้าในครั้งนั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้กลั่นแกล้งอย่างแน่นอน แต่ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่นำตัวส่งฟ้องที่ศาลจังหวัดพิมาย เป็นที่เรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องให้ความเป็นธรรมกับนายประสารหากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องทำการสอบสวนพยามเพิ่มเติม ว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานั้นนายประสารฯได้มีการแจ้งไปยังศูนย์วิทยุของแท็กซี่โคราชหรือไม่ว่าได้มีการว่าจ้างเหมารถจากนายจักกาย ไปส่งที่บ้านรังกาใหญ่ หรือไม่ และเมื่อวันที่ 29ก.พ.59 ที่จับกุมนั้น นายประสารได้แจ้งเข้าศูนย์วิทยุหรือไม่ว่านายจักกายว่าจ้างเหมารถแท็กซี่ไปที่บ้านรังกาใหญ่หรือไม่

