นักวิจัยชี้โครงการหลักประกันสุขภาพทำให้คนเข้าถึงบริการมากขึ้นจริงแต่ไม่ได้รับบริการเกินจำเป็น ย้ำเอื้อคนที่เข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขให้สามารถเข้าถึงได้ พร้อมคัดค้านแนวคิดร่วมจ่ายเพราะเป็นการลบจุดเด่นในด้าน consumption smoothing เปิดช่องโหว่จ่ายค่ารักษาก้อนโตแบบไม่คาดฝัน
นายณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล นักศึกษาปริญญาเอก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ประเทศแคนาดา และเป็นผู้ทำวิจัยเรื่อง Welfare Analysis of the Universal Health Care Program in Thailand ให้ความเห็นถึงผลกระทบหลังจากมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีบางส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้ผู้ป่วยมารับบริการมากเกินจำเป็น (overutilization) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าต้องแยกเป็น 2 ประเด็นคือ 1.ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้คนใช้บริการสาธารณสุขมากขึ้นหรือไม่ และ 2.ถ้าคนใช้บริการมากขึ้นจริงจะเป็นผลดีหรือไม่ดี
นายณัฏฐ์ กล่าวว่า ในประเด็นที่ว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้คนใช้บริการสาธารณสุขมากขึ้นหรือไม่นั้น มีหลักฐานจากงานของ Gruber, Hendren and Townsend (2014) และงานของ Limwattananon et al (2015) ยืนยันว่าโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้คนใช้บริการมากขึ้นจริง อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในประเด็นว่าการที่คนมาใช้บริการมากขึ้นเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่นั้น ต้องแยกอีกว่าเป็นกรณีที่คนใช้บริการมากขึ้นจากที่สมัยก่อนคนไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการเลยใช้บริการน้อยเกินไปและ 30 บาททำให้คนมีโอกาสใช้บริการสาธารณสุขมากขึ้น หรือเป็นกรณีที่คนได้รับบริการพอเพียงอยู่แล้วแต่ 30 บาททำให้คนใช้บริการสาธารณสุขมากเกินไป
“ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเจ็บป่วยก็ทน ไม่มาหาหมอ รอจนเจ็บหนักจนมาถึงมือหมอก็ร่อแร่แล้ว หรือมันเป็นเพราะว่าคนได้รับบริการสาธารณสุขเพียงพออยู่แล้วและระบบหลักประกันสุขภาพทำให้คนใช้บริการเกินจำเป็น เช่น ทำให้คนไปนอนเล่นฟรีๆ ที่โรงพยาบาล ถ้าเป็นกรณีแรกการที่มีคนมารับบริการเพิ่มขึ้นก็น่าจะดี แต่กรณีหลังก็ไม่น่าจะดี ทีนี้มันจะเป็นกรณีไหน ก็ต้องไปวัดกันที่ผลของโครงการนี้ต่อดัชนีชี้วัดทางสุขภาพของคนไทย ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่ทำให้คนไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการ สามารถเข้ามารับการรักษามากอื่น ก็ต้องมีหลักฐานว่าโครงการนี้ทำให้ดัชนีชี้วัดด้านสุขภาพดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด แต่ถ้าเป็นกรณีว่าทำให้เกิดการรับบริการเกินจำเป็น อันนี้น่าจะดูได้จากการที่ว่าจำนวนการรับบริการเพิ่มแต่ดัชนี้ชี้วัดด้านสุขภาพไม่ได้ดีขึ้นตาม” นายณัฏฐ์ กล่าว
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาตามเหตุผลข้างต้น มีหลักฐานที่ชี้ชัดคำตอบอยู่แล้วจากงานวิจัยของ Gruber, Hendren and Townsend (2014) ซึ่งพบว่าโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้อัตราการตายของเด็กและทารกลดลง 13% – 30% เมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาหนึ่งปีระหว่างก่อนและหลังการเริ่มโครงการ และอายุขัยของคนไทยก็เพิ่มขึ้นชัดหลังมีโครงการนี้ ดังนั้นจึงสรุปว่าการที่มีจำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้นนั้น น่าจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำเพราะโครงการนี้ทำให้คนที่เคยเข้าไม่ถึงบริการทางสาธารณสุขสามารถเข้าถึงบริการได้
นายณัฏฐ์ กล่าวอีกว่า ยังมีประเด็นเรื่องการร่วมจ่าย (copayment) ซึ่งมีการเสนอแนวคิดขึ้นมาเป็นระยะๆ ให้มีการร่วมจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งส่วนตัวคัดค้านแนวคิดนี้เนื่องจากประโยชน์ทั้งหมดของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาจากทางด้าน consumption smoothing ซึ่งปิดโอกาสที่คนจะต้องจ่ายค่ารักษาก้อนใหญ่กรณีที่ป่วยเป็นโรคแพงๆ แบบไม่คาดฝัน
“งานวิจัยของผมตรงนี้มันตรงมันข้อมูลด้าน out of pocket medical spending ซึ่งผมพบว่า 30 บาทไม่ได้ทำให้ค่ารักษาจากกระเป๋าตัวเองหากวัดจากค่าเฉลี่ย แต่หากไปโดยที่ percentile แล้ว ค่ารักษาที่ percentile สูงๆนี่ลดลงมาก เช่นที่ 90th percentile นี่ลดลงไป 40% สำหรับกรณีผู้ป่วยใน เพราะโครงการนี้มันไปลดโอกาสที่จะจ่ายหนักๆจนหมดตัว แล้วจุดนี้แหละคือประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของโครงการ” นายณัฏฐ์ ให้ความเห็นด้วยเหตุนี้ หากให้คนไข้ต้องร่วมจ่ายกรณีโรคราคาแพง อาทิ โรคมะเร็ง เท่ากับว่าเอาจุดดีที่สุดของระบบหลักประกันสุขภาพออกไป กลายเป็นว่าถ้าโชคร้ายเป็นมะเร็งขึ้นมาก็ต้องจ่ายหนักๆ การที่เปิดโอกาสให้จ่ายหนักกรณีที่โชคร้ายเช่นนี้ คือการเอาประโยชน์ด้าน consumption smoothing ออกไป
“ผมคิดว่าควรทำให้ break even โดยการขึ้น fixed payment จาก 30 บาทเป็น 100 บาทหรืออะไรอย่างอื่นแล้ว cap ค่ารักษาในกรณีโรคแพงไว้เหมือนเดิมก็ยังจะดีกว่าจะให้ร่วมจ่าย เพราะยังรักษาประโยชน์จาก consumption smoothing ไว้ครับ”นายณัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

