เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 สิงหาคม พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีนายวีรพงษ์ เนธิบุตร อายุ 20 ปี และ นายบริสุทธิ์ สุขเพีย อายุ 22 ปี สองผู้ต้องหาคดีขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม สีขาว-แดง ทะเบียน 5 กพ 5598 กรุงเทพมหานคร แต่ติดแผ่นป้ายทะเบียนรถอีกคันเลขที่ 4 กม 8781 กรุงเทพมหานคร ไปพยายามชิงทรัพย์เหยื่อชายสูงอายุ บริเวณหน้าตลาดร่วมมิตร ถนนวุฒากาศ ปากซอย 13 แต่ไม่สำเร็จ แถมถูก นายอภิชาติ แซ่อุ้น อายุ 57 ปี พลเมืองดีขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตาม จนตัวเองเสียหลักชนกับขอบสะพานกลับรถหน้าหมู่บ้านชิชา ถนนพระราม 2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กทม. ร่างหล่นกระแทกพื้นถนนได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ราย เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ติดตามผู้เสียหายได้แล้ว ชื่อ นายธวัชชัย โต๊ะอร่ามกุล อายุ 61 ปี วันเกิดเหตุ นายธวัชชัย ขับขี่ รถจักรยานยนต์มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดร่วมมิตรปากซอยวุฒากาศ 13 พอซื้อของเสร็จ กำลังจะขับรถกลับบ้านมุ่งหน้าไปทางแยกจอมทองตัดถนนวุฒากาศ ปรากฏว่า ระหว่างทางพอขับขี่รถถึงช่วงฝั่งตรงข้ามซอยวุฒากาศ 28 ได้ถูก นายบริสุทธิ์ และนายวีรพงษ์ สองผู้ต้องหาขับรถเข้ามาประกบ ก่อนที่จะถูกดึงสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเลี่ยมทองที่สวมอยู่จนขาด แต่ไม่ได้ทรัพย์สินไปเนื่องจากสร้อยขาดตกหล่นลงในเสื้อของผู้เสียหายบริเวณหน้าอก จากนั้น นายอภิชาติ พลเมืองดีก็ขับขี่รถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถของผู้ต้องหาไปจนกระทั่งมาทราบภายหลังว่า ผู้ต้องหาประสบอุบัติเหตุชนเฉี่ยวชนขอบสะพานจนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
“โดยคดีนี้ตรงจุดที่เกิดเหตุซึ่งมีการกระชากสร้อยคอทองคำกันนั้น เป็นช่วงที่รถกำลังแล่นผ่านฝั่งตรงข้ามถนนวุฒากาศ ซอย 28 ซึ่งเป็นรอยต่อความรับผิดชอบของ สน.บางขุนเทียน พอดี ดังนั้น บก.น.8 จึงให้ผู้เสียหายไปแจ้งความข้อหาพยายามวิ่งราวทรัพย์ฯ เอาไว้กับพนักงานสอบสวน สน.บางขุนเทียน แล้ว ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า ทั้ง นายบริสุทธิ์ และ นายวีรพงษ์ จะถูก นายอภิชาติ พลเมืองดีจับโยนลงจากสะพานหรือไม่นั้น ในความคิดส่วนตัวเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากคำให้การของผู้เสียหายกับพลเมืองดีตรงกัน จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุช่วงสะพานกลับรถนั้นมีร่องรอยจักรยานยนต์ของผู้ต้องหาเฉี่ยวชนตรงขอบสะพานจริง ที่สำคัญคือพลเมืองดีอายุเกือบ 60 ปี จะสามารถเข้าจับกุมผู้ต้องหาวัยรุ่น 2 รายโยนลงมาจากสะพานได้อย่างไร โดยหลังจากนี้พนักงานสอบสวน สน.บางขุนเทียน ก็จะประสานมายัง สน.บางมด เพื่อดำเนินการแจ้งข้อหากับ นายวีรพงษ์ เผู้ต้องหาที่ยังรักษาตัวที่ รพ.บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ต่อไป” พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ กล่าว

ต่อมา ที่สน.บางมด พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พร้อมพล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 เดินทางมาพบ นายสุริยา สุขเพีย อายุ 45 ปี พ่อของ นายบริสุทธิ์ ผู้ต้องหาซึ่งเสียชีวิตหลังขับขี่จักรยานยนต์พา นายวีรพงษ์หนีจนชนขอบสะพานกลับรถถนนพระราม 2 ร่างตกลงมาเอง โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ ได้ให้ นายสุริยา พ่อของผู้ตายรับเอาโทรศัพท์มือถือและสร้อยคอทองคำกับพระเลี่ยมทอง จำนวน 3 องค์ของลูกชายที่พนักงานสอบสวน สน.บางมด เก็บรักษาไว้ให้ขณะนำร่างส่งรักษาอาการที่ รพ.บางมด คืนกลับไป โดยนายสุริยายังสงสัยมูลเหตุการตายขอลูก จากนั้น พล.ต.ท.ศานิตย์ จึงได้เชิญทุกฝ่ายขึ้นไปที่ห้องประชุมชั้น 3 ของ สน.บางมด เพื่อรับชมภาพจากกล้องวงจรปิดที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางมด และ สน.ตลาดพลู ช่วยกันนำมาเป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดี โดยเห็นได้ชัดเจนว่า หลังก่อเหตุ นายอภิชาติ พลเมืองได้ขับขี่จักรยานยนต์ติดตามรถผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มาจริงๆ ตั้งแต่ต้น แต่ติดตามแบบค่อนข้างห่างเพราะเกรงว่าตัวเองจะถูกทำร้ายเช่นเดียวกัน กระทั่งระหว่างทางไปพบกับ ด.ต.เอกปพน ภากรเพิ่มทวี ผบ.หมู่งานจราจร สน.บางมด ซึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบ ขับจักรยานยนต์ของทางราชการ ออกมาธุระพอดี จากนั้นเมื่อ นายอภิชาติ แจ้งกับ ด.ต.เอกปพน ว่ากำลังติดตามผู้ต้องหาคดีพยายามวิ่งราวทรัพย์ ทั้งคู่จึงช่วยกันขับรถติดตามผู้ต้องหา มาจนถึงกล้องตัวสุดท้ายที่สามารถหาได้บริเวณหน้าโรงแรมมดอินน์ ถนนพระราม 2 ขาออกซึ่งอยู่ห่างจากจุดกลับรถที่เกิดเหตุประมาณ 300 เมตร
ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ขอยืนยันหากมีการทำร้ายกันก่อนที่ผู้ต้องหาจะตกลงจากสะพานกลับรถ จะต้องมีการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน สำหรับสะพานกลับรถดังกล่าวตรวจสอบแล้วตั้งแต่ปี 2539 เคยมีผู้ขับขี่เฉี่ยวชนขอบทางกั้นจนร่างตกลงมาบนพื้นถนน 3 คดี มีผู้เสียชีวิต 2 คดี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 คดี โดยหลังจากนี้สั่งการให้พนักงานสอบสวนนำทองรูปพรรณของผู้เสียหายไปตรวจดีเอ็นเอ รวมถึงนำรถ จยย.ของผู้ต้องหาที่มีรอยบิดเบี้ยวบริเวณพักเท้าข้างซ้าย กับรอยครูดถลอกบริเวณแฮนด์ด้านซ้ายไปวัดกับขอบปูนบนสะพานกลับรถตรงจุดเกิดเหตุด้วย ว่าตรงกันหรือไม่เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

